🔥 แค่ 5 นาที เปลี่ยนมุมมองได้เลย

5 วิธีออกแบบ UX/UI ที่ทำให้ผู้ใช้งานประทับใจทันที

5 วิธีออกแบบ UX/UI ที่ทำให้ผู้ใช้งานประทับใจทันที
ยาวไป อยากเลือกอ่าน?

หลายกรณีศึกษาชี้ว่าประสบการณ์การใช้งานที่ไม่ดีจะทำให้พวกเขาหลีกเลี่ยงการกลับมาใช้เว็บไซต์นั้นอีก (Adobe 2023). การออกแบบ UX/UI ที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ใช้งานรู้สึกประทับใจ แต่ยังส่งผลโดยตรงต่ออัตราการรักษาลูกค้าและยอดขายของธุรกิจ.

การสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำเริ่มต้นจากการเข้าใจความต้องการและพฤติกรรมของผู้ใช้ ซึ่งจะทำให้การออกแบบมีความสัมพันธ์และตอบโจทย์ได้อย่างแท้จริง. ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและกลยุทธ์ที่เหมาะสม การสร้าง UX/UI ที่ไม่เพียงแค่สวยงาม แต่ยังใช้งานได้ตรงจุด.

แนะนำ 5 วิธีที่ช่วยในการออกแบบ UX/UI ที่จะทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ามาใช้บริการ. สำรวจเทคนิคที่จะทำให้คุณก้าวข้ามคู่แข่งในตลาดที่มีการแข่งขันสูงนี้.

ปรับปรุงการนำทางให้ใช้งานง่าย

ภาพประกอบแสดงกลุ่มคนสามคนทำงานร่วมกันที่โต๊ะประชุมทันสมัย ในห้องทำงานสว่าง
การนำทางที่ดีช่วยเพิ่มประสบการณ์ผู้ใช้ถึง 83%.

การออกแบบ UX/UI ที่ดีคือกุญแจสำคัญในการสร้างประสบการณ์ผู้ใช้ที่น่าประทับใจ แต่หลายครั้งเราพบว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง โดยเฉพาะการนำทางที่ซับซ้อนและไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ใช้รู้สึกหงุดหงิดและอาจออกจากเว็บไซต์ได้ง่ายๆ

1. ออกแบบเมนูที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย

เมนูที่ซับซ้อนทำให้ผู้ใช้รู้สึกสับสนและค้นหาข้อมูลที่ต้องการไม่ได้อย่างรวดเร็ว วิธีแก้คือการออกแบบเมนูให้มีความชัดเจน ใช้คำที่เข้าใจง่ายและไม่ยาวเกินไป

ตัวอย่าง: เว็บไซต์ eCommerce ควรมีหมวดหมู่สินค้าอย่างชัดเจน เช่น เสื้อผ้า, รองเท้า, อุปกรณ์กีฬา แทนที่จะใช้คำที่ไม่ชัดเจน เช่น "สินค้าทั้งหมด"

2. ใช้ breadcrumbs เพื่อช่วยในการนำทาง

การใช้ breadcrumbs ช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดตามเส้นทางการเข้าชมเว็บไซต์ได้ ทำให้พวกเขารู้ว่าตนอยู่ที่ไหนในเว็บไซต์ และสามารถกลับไปยังหน้าก่อนหน้าได้ง่าย

ตัวอย่าง: เว็บไซต์ข่าวสารที่มีหลายหมวดหมู่สามารถใช้ breadcrumbs เพื่อแสดงเส้นทาง เช่น หน้าแรก > ข่าว > ข่าวด่วน

3. จัดลำดับเนื้อหาให้เหมาะสมกับประสบการณ์ผู้ใช้

การจัดเรียงเนื้อหาในลำดับที่เหมาะสมสามารถช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจและเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ควรจัดลำดับข้อมูลตามความสำคัญและความต้องการของผู้ใช้

ตัวอย่าง: เว็บไซต์ที่ให้บริการด้านการศึกษา ควรเริ่มจากหลักสูตรที่ได้รับความนิยมก่อน แล้วตามด้วยหลักสูตรใหม่และหลักสูตรที่แนะนำ

4. ใช้การออกแบบที่ตอบสนองต่ออุปกรณ์ต่างๆ

ผู้ใช้มักเข้าชมเว็บไซต์ด้วยอุปกรณ์ที่หลากหลาย การออกแบบที่ตอบสนองจะช่วยให้การนำทางมีประสิทธิภาพในทุกอุปกรณ์

ตัวอย่าง: เว็บไซต์ควรมีการออกแบบที่เหมาะสำหรับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และเดสก์ท็อป เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก

5. ทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

การทดสอบ UX/UI เป็นกระบวนการที่สำคัญในการปรับปรุงการนำทาง ควรมีการสอบถามความคิดเห็นจากผู้ใช้จริงและปรับปรุงตามข้อมูลที่ได้รับ

ตัวอย่าง: หากผู้ใช้มีปัญหาในการค้นหาข้อมูล ควรทำการปรับเปลี่ยนการออกแบบตามข้อมูลผู้ใช้เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น

การออกแบบ UX/UI ที่ดีจะช่วยให้ผู้ใช้งานรู้สึกประทับใจและมีความสุขในการใช้งานเว็บไซต์ หากคุณต้องการให้เว็บไซต์ของคุณมีการออกแบบที่ดี สามารถติดตามบริการที่ดีได้ที่ บริการ UX/UI Design หรือ ดูรายละเอียดบริการ Webflow Design Development

เลือกสีและฟอนต์ที่เหมาะสม

ภาพอธิบายกลุ่มมืออาชีพสามคนทำงานร่วมกันในสตูดิโอออกแบบสมัยใหม่
การเลือกสีและฟอนต์ที่เหมาะสมสามารถเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมได้ถึง 80%.

การเลือกสีและฟอนต์ที่เหมาะสมสำหรับการออกแบบ UX/UI เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งาน หากเลือกไม่ดีอาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกไม่สะดวก หรือไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตรงจุด

1. ใช้สีที่สอดคล้องกับแบรนด์

สีที่เลือกมาใช้ในเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันควรสะท้อนถึงตัวตนของแบรนด์คุณ เช่น ถ้าแบรนด์ของคุณเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความเป็นธรรมชาติ สีเขียวจะเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะมันสื่อถึงความสดชื่นและความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ของบริษัทสินค้าออร์แกนิกเลือกใช้เฉดสีเขียวและน้ำตาลที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับผู้ใช้

2. เลือกฟอนต์ที่อ่านง่ายและไม่ทำให้ปวดตา

ฟอนต์ที่เลือกใช้ควรจะเป็นฟอนต์ที่อ่านง่าย ไม่ว่าจะเป็นฟอนต์ Sans Serif ที่มีเส้นที่เรียบง่าย หรือฟอนต์ Serif ที่มีความคลาสสิค ฟอนต์ที่อ่านยากจะทำให้ผู้ใช้รู้สึกเบื่อหน่ายและไม่อยากอ่านข้อมูลบนเว็บไซต์

ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ข่าวที่ใช้ฟอนต์ Arial หรือ Helvetica ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถอ่านข้อความได้อย่างรวดเร็วและไม่รู้สึกเมื่อยตา

3. ทดสอบการมองเห็นในหลายอุปกรณ์

การทดสอบการมองเห็นสีและฟอนต์ในหลายอุปกรณ์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในยุคที่มีอุปกรณ์หลากหลายขนาด ตั้งแต่มือถือไปจนถึงจอคอมพิวเตอร์ เมื่อคุณได้ทำการทดสอบแล้ว คุณจะเห็นว่ามีการปรับเปลี่ยนบางอย่างที่จำเป็นต้องทำเพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น

ในตอนท้าย หากคุณกำลังมองหาบริการออกแบบ UX/UI ที่ช่วยให้คุณปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว สามารถตรวจสอบ บริการ UX/UI Design และ ดูรายละเอียดบริการ Webflow Design Development ได้เลย!

เพิ่มประสิทธิภาพความเร็วเว็บไซต์

ภาพประกอบแสดงกลุ่มมืออาชีพสามคนทำงานร่วมกันในสำนักงานร่วมสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์
เว็บไซต์ที่โหลดเร็วช่วยลดอัตราการตีกลับถึง 32%.

การที่เว็บไซต์โหลดช้าไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ใช้หงุดหงิด แต่ยังส่งผลกระทบต่อการแปลงลูกค้า จากการวิจัยพบว่า 53% ของผู้ใช้จะออกจากเว็บไซต์ที่ใช้เวลามากกว่า 3 วินาทีในการโหลด (Google 2024).

1. ปรับขนาดภาพและไฟล์ให้เหมาะสม

เมื่อพูดถึงความเร็วเว็บไซต์ ภาพและไฟล์ที่มีขนาดใหญ่เกินไปคือศัตรูตัวฉกาจของการโหลดเว็บไซต์ที่รวดเร็ว การใช้ภาพที่มีคุณภาพแต่ขนาดเล็กลงจะช่วยลดเวลาในการโหลดได้อย่างมาก.

วิธีแก้: ใช้เครื่องมืออย่าง TinyPNG ในการบีบอัดภาพก่อนอัปโหลดไปยังเว็บไซต์.

2. ลดการใช้สคริปต์ที่ไม่จำเป็น

การใช้สคริปต์จำนวนมากบนหน้าเว็บไซต์อาจทำให้การโหลดช้าลงได้ การตรวจสอบและลดการใช้สคริปต์ที่ไม่จำเป็นจะช่วยเพิ่มความเร็วได้.

วิธีแก้: ใช้ Google PageSpeed Insights เพื่อวิเคราะห์และระบุสคริปต์ที่ไม่จำเป็น.

3. เลือกโฮสต์ที่มีคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มความเร็ว

บริการโฮสต์ที่มีคุณภาพต่ำอาจทำให้เว็บไซต์โหลดช้าลงได้ การเลือกโฮสต์ที่มีประสิทธิภาพสูงจะช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้รวดเร็ว.

วิธีแก้: พิจารณาใช้ บริการ Webflow Design Development ที่มีการรับประกันความเร็วในการโหลดเว็บไซต์.

4. ใช้ Content Delivery Network (CDN)

CDN ช่วยกระจายเนื้อหาของคุณไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่ใกล้ผู้ใช้มากที่สุด ทำให้เวลาการโหลดลดลง.

วิธีแก้: ลงทะเบียนกับบริการ CDN เช่น Cloudflare เพื่อเพิ่มความเร็วในการโหลด.

5. ใช้การทำ Cache

การทำ Cache ช่วยบันทึกข้อมูลของผู้ใช้ ทำให้ไม่ต้องโหลดข้อมูลซ้ำในครั้งถัดไป.

วิธีแก้: ใช้เทคนิคการ Caching โดยใช้เครื่องมืออย่าง W3 Total Cache สำหรับเว็บไซต์ WordPress.

และนี่คือ 5 วิธีที่คุณสามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มความเร็วเว็บไซต์ของคุณ หากคุณต้องการให้เราช่วยออกแบบ UX/UI ที่ทำให้ผู้ใช้ประทับใจทันที บริการ UX/UI Design ของเรายินดีที่จะช่วยคุณ!

ใช้ข้อมูลจากผู้ใช้เพื่อปรับปรุง

ภาพประกอบแสดงกลุ่มคนสามคนกำลังสนทนาในพื้นที่ทำงานร่วมสมัย พร้อมโน้ตและกราฟฟีดแบ็คผู้ใช้บนจอแล็ปท็อป
การใช้ข้อมูลจากผู้ใช้สามารถเพิ่มความพึงพอใจได้ถึง 70%.

ปัญหาหนึ่งที่หลายธุรกิจมักเจอคือการไม่เข้าใจว่าผู้ใช้ต้องการอะไรจริงๆ ทำให้การออกแบบ UX/UI อาจไม่ตรงกับความต้องการ นี่คือเหตุผลที่การใช้ข้อมูลจากผู้ใช้เพื่อปรับปรุงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

1. เก็บ Feedback จากผู้ใช้งาน

การเก็บฟีดแบ็กจากผู้ใช้เป็นวิธีที่สำคัญที่สุดในการปรับปรุง UX/UI ของคุณ ผู้ใช้งานสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้งานของพวกเขาได้โดยตรง

ปัญหา: หลายธุรกิจมักไม่สนใจฟีดแบ็ก หรือไม่รู้วิธีเก็บข้อมูลเหล่านี้

วิธีแก้: ใช้แบบสอบถามหรือการสัมภาษณ์เพื่อลงลึกถึงความต้องการและปัญหาของผู้ใช้

2. วิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานผ่าน Google Analytics

Google Analytics เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณเข้าใจว่า ผู้ใช้งานของคุณเข้าถึงเว็บไซต์อย่างไร

ปัญหา: หลายคนไม่รู้จักการใช้ข้อมูลจาก Google Analytics อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีแก้: เริ่มจากการติดตั้งการติดตามเหตุการณ์ (Event Tracking) เพื่อดูว่าผู้ใช้งานมีพฤติกรรมอย่างไร

3. ปรับปรุงตามความต้องการของผู้ใช้

การปรับปรุง UX/UI ควรจะต้องทำตามข้อมูลที่ได้รับจากผู้ใช้

ปัญหา: หลายคนมักปรับปรุงตามความคิดของตัวเองมากกว่าข้อมูลที่ได้รับ

วิธีแก้: นำฟีดแบ็กและข้อมูลการใช้งานมาพิจารณาในการปรับปรุง

4. ใช้การทดสอบ A/B

การทดสอบ A/B ช่วยให้คุณสามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสองเวอร์ชันของหน้าเว็บได้

ปัญหา: บางคนไม่รู้วิธีการตั้งค่าการทดสอบ A/B หรือไม่เห็นความสำคัญ

วิธีแก้: ใช้เครื่องมือเช่น Google Optimize ในการตั้งค่าการทดสอบ

5. ปรับปรุงด้วยการใช้เครื่องมือ AI

การใช้ AI สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ปัญหา: บางธุรกิจไม่รู้จักเครื่องมือ AI ที่มีอยู่

วิธีแก้: ใช้เครื่องมือ AI เช่น Hotjar หรือ Amplitude เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

หากต้องการให้การออกแบบ UX/UI ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่าลืมที่จะเก็บข้อมูลจากผู้ใช้และปรับปรุงตามความต้องการของพวกเขา บริการ UX/UI Design ของเราสามารถช่วยคุณได้!

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ความสำคัญของ UX/UI ในธุรกิจ และ การวิเคราะห์ UX/UI สำหรับธุรกิจ เพื่อทำความเข้าใจในรายละเอียดมากขึ้น

ทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ภาพประกอบแสดงกลุ่มคนที่ทำงานร่วมกันในเวิร์กช็อป UX/UI, แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกแบบ
การทดสอบและปรับปรุงเป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้.

การออกแบบ UX/UI ที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่เรื่องที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่ต้องมีการทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้งานจริง นี่คือกุญแจสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ใช้ และช่วยเพิ่มอัตราการแปลงลูกค้าได้.

1. ทำ A/B Testing เพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุด

A/B Testing คือการทดสอบสองเวอร์ชันของหน้าเว็บหรือแอปพลิเคชันเพื่อเปรียบเทียบว่าแบบไหนทำงานได้ดีกว่า โดยการปรับเปลี่ยนหนึ่งองค์ประกอบ เช่น สีของปุ่ม หรือข้อความใน CTA คุณจะสามารถประเมินได้ว่าอะไรที่ทำให้ผู้ใช้ตอบสนองได้ดีขึ้น

2. ติดตามผลลัพธ์หลังการปรับปรุง

หลังจากที่ทำการทดสอบและปรับปรุงแล้ว สิ่งสำคัญคือการติดตามผลลัพธ์เพื่อดูว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจริงหรือไม่ เครื่องมืออย่าง Google Analytics หรือ Hotjar สามารถช่วยให้คุณเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น

3. เรียนรู้จากข้อผิดพลาดและปรับกลยุทธ์ใหม่

การวิเคราะห์ข้อผิดพลาดเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อใดที่คุณพบว่าอะไรไม่ทำงานตามที่คาดหวัง ให้หันกลับมาถามตัวเองว่า "ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?" และ "เราจะปรับปรุงได้อย่างไร?" การเรียนรู้จากความล้มเหลวคือก้าวแรกสู่ความสำเร็จ

การทดสอบและปรับปรุง UX/UI อย่างต่อเนื่องไม่เพียงแต่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังช่วยให้ผู้ใช้รู้สึกประทับใจและมีความพึงพอใจในบริการ ซึ่งส่งผลดีต่ออัตราการแปลงลูกค้า.

💡 หากคุณต้องการบริการออกแบบ UX/UI ที่ตอบโจทย์และสามารถช่วยเพิ่มอัตราการแปลงลูกค้าได้จริง บริการ UX/UI Design ของเราพร้อมช่วยคุณ

ป.ล. ถ้าคุณสนใจเรื่องนี้ บทความเหล่านี้น่าจะช่วยเติมเต็มความรู้คุณได้ ความสำคัญของ UX/UI ในธุรกิจ และ การวิเคราะห์ UX/UI สำหรับธุรกิจ น่าจะเป็นประโยชน์ครับ :)

ตารางสรุป

วิธีออกแบบ ข้อดี ข้อเสีย
ออกแบบให้ใช้งานง่าย ลด Bounce Rate 20-30% ต้องใช้เวลาในการวิจัยผู้ใช้ 2-4 สัปดาห์
ใช้สีและฟอนต์ที่เหมาะสม เพิ่ม Conversion Rate 15% ต้องมีการทดลอง A/B Testing ใช้เวลา 1-2 สัปดาห์
เพิ่มความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ ลด Loading Time 2-3 วินาที อาจต้องลงทุนในโฮสต์ที่มีประสิทธิภาพสูง ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น 1,500 บาท/เดือน
ออกแบบให้ตอบสนองต่ออุปกรณ์ต่างๆ เพิ่ม Session Duration 30% ต้องมีการพัฒนาและทดสอบหลายเวอร์ชั่น ใช้เวลา 3-5 สัปดาห์
ใช้ภาพและกราฟิกที่ดึงดูด เพิ่ม Engagement Rate 25% อาจต้องจ้างนักออกแบบกราฟิก ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น 10,000 บาท/โครงการ

สรุป

ตลอดบทความนี้ เราได้เห็นว่า UX/UI ที่ออกแบบมาอย่างดีนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่ยังเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งานโดยตรง การออกแบบที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้จะทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนอยู่บ้านในโลกดิจิทัล

Key Takeaways ที่เราควรจดจำมีดังนี้:

  • 1. เข้าใจผู้ใช้และพฤติกรรมของพวกเขา
  • 2. สร้างความสอดคล้องในการออกแบบ
  • 3. ใช้สีและฟอนต์ที่เหมาะสมเพื่อสร้างอารมณ์
  • 4. ปรับปรุงการใช้งานให้เรียบง่ายและสะดวกสบาย
  • 5. ทดสอบและปรับเปลี่ยนตาม Feedback ของผู้ใช้งาน

📋 Checklist 1 นาที:

  • ☐ เข้าใจกลุ่มผู้ใช้เป้าหมายของคุณแล้วหรือยัง?
  • ☐ การออกแบบมีความสอดคล้องและเข้าใจง่ายหรือไม่?
  • ☐ สีและฟอนต์ที่ใช้มีความเหมาะสมหรือไม่?
  • ☐ มีการทดสอบการใช้งานกับผู้ใช้จริงหรือไม่?
  • ☐ มีการเก็บ Feedback จากผู้ใช้งานไว้ไหม?

เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มให้ความสำคัญกับ UX/UI โอกาสในการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจจะเดินมาหาคุณเอง


สร้างประสบการณ์ UX/UI ที่น่าประทับใจให้เว็บไซต์ของคุณทันที

ต้องการ UX/UI ที่ดีขึ้น? ✅ เพิ่มความพึงพอใจของผู้ใช้ในทันที ✅ ใช้ Webflow ปรับปรุงดีไซน์ของคุณ ✅ ปรับแต่งเว็บไซต์ได้ง่ายด้วย พัฒนาเว็บไซต์ด้วย Webflow

การพัฒนา UX/UI ด้วย Webflow

ปรึกษาฟรี ไม่มีข้อผูกมัด ช่วยธุรกิจกว่า 80 รายพัฒนา UX/UI ด้วย เริ่มใช้งาน Webflow ตอนนี้ แอดไลน์ @visionxbrain โทร 097-153-6565


Recommended

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

UX/UI ต่างกันอย่างไร?

UX (User Experience) คือประสบการณ์โดยรวมที่ผู้ใช้รู้สึกตอนใช้เว็บไซต์ — ง่ายไหม รวดเร็วไหม ได้สิ่งที่ต้องการไหม UI (User Interface) คือส่วนที่มองเห็น — ปุ่ม สี ฟอนต์ รูปภาพ UX/UI ทำงานคู่กัน UI สวยแต่ใช้งานยาก = ไม่ได้ผล ใช้งานง่ายแต่ดูไม่น่าเชื่อถือ = ก็ไม่ได้ผล ต้องทั้งคู่

การออกแบบ UX/UI ที่ดีช่วยเพิ่มยอดขายได้จริงไหม?

ได้จริง ลูกค้าเราเห็นผลชัดเจน — SiamTak orders เพิ่ม x24 หลังปรับ UX/UI ให้ checkout ง่ายขึ้น Prime Host booking เพิ่ม x30 เพราะปรับ flow การจองให้รวดเร็ว การออกแบบที่ดี = ลดอุปสรรคในการซื้อ ผู้ใช้หาสิ่งที่ต้องการเจอเร็ว กดซื้อง่าย = conversion สูงขึ้น

ใช้เวลานานไหมในการปรับปรุง UX/UI?

ขึ้นกับขนาดโปรเจกต์ เว็บ Landing Page ออกแบบใหม่เสร็จใน 1-2 สัปดาห์ เว็บ E-commerce ที่ซับซ้อนอาจใช้ 2-3 สัปดาห์ VXB ทำเร็วกว่า agency ทั่วไปที่ใช้ 2-3 เดือน เพราะเราใช้ Webflow — แก้ไขได้ทันที ไม่ต้องรอ developer เขียนโค้ด


บทความแนะนำ

แชร์

Recent Blog

ทำไมการปรับปรุงเว็บไซต์ E-commerce ถึงช่วยเพิ่มยอดขายได้ทันที
ทำไมการปรับปรุงเว็บไซต์ E-commerce ถึงช่วยเพิ่มยอดขายได้ทันที

เว็บของคุณไม่สามารถสร้างยอดขาย? ปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อแก้ปัญหานี้ และเรียนรู้วิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทันที...

5 เทคนิคการออกแบบเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ Startups ที่ช่วยเพิ่มอัตราการแปลงลูกค้า
5 เทคนิคออกแบบเว็บไซต์ Startup ที่เพิ่มยอดขาย 2026

เคยรู้สึกไหมว่าเว็บไซต์ของคุณไม่สามารถดึงดูดลูกค้าได้? ลองศึกษา 5 เทคนิคที่ช่วยให้คุณสามารถปรับปรุงเว็บไซต์ให้ดียิ่งขึ้นและเพิ่มอัตราการแปลงลูกค้าได้อย่างแท้จริง อ่านต่อ...

ทำไมเลือก Webflow Design Development เพื่อเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย?
ทำไมเลือก Webflow Design Development เพื่อเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย?

เคยรู้สึกหงุดหงิดเมื่อเว็บไซต์โหลดช้าใช่ไหม? ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการออกแบบที่ถูกต้อง อ่านต่อเพื่อค้นหาวิธีที่คุณจะเปลี่ยนประสบการณ์ผู้ใช้!