Blog

เทคนิทการทำเว็บไซต์

ความรู้ด้าน Digital  ที่ถูกกลั่นกรองและรวบรวมไว้แล้วในบทความของ Vision xBrain

เทคนิทการทำเว็บไซต์

มาทำความรู้จักกับ Responsive Web Design สำหรับการรับทำเว็บไซต์

Responsive Web Design
ในยุคที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ผู้คนส่วนใหญ่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน ดังนั้น การออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับการแสดงผลบนทุกขนาดหน้าจอจึงเป็นสิ่งสำคัญ และนี่คือที่มาของ Responsive Web DesignResponsive Web Design คืออะไร?Responsive Web Design (RWD) คือแนวคิดในการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ให้สามารถปรับขนาดและเลย์เอาต์ให้เหมาะสมกับขนาดหน้าจอของอุปกรณ์ที่ใช้งาน เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดไม่ว่าจะใช้งานผ่านอุปกรณ์ใด เว็บไซต์ที่ใช้ RWD จะมีองค์ประกอบดังนี้:- Flexible layouts ที่ปรับขนาดได้ตามความกว้างของหน้าจอ- Flexible images ที่ปรับขนาดได้ตามขนาดของ layout- Media queries ที่ตรวจสอบขนาดหน้าจอและปรับเลย์เอาต์ให้เหมาะสม

ทำไมต้องใช้ Responsive Web Design?

การใช้ RWD ในการรับทำเว็บไซต์มีประโยชน์มากมาย ได้แก่:- เพิ่มประสบการณ์ผู้ใช้งานที่ดีขึ้น ผู้ใช้สามารถใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างสะดวกบนอุปกรณ์ใดก็ได้- ลดต้นทุนในการพัฒนาและดูแลรักษา เพราะใช้โค้ดชุดเดียวกันบนทุกอุปกรณ์- เพิ่มอันดับใน Search Engine เพราะ Google ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่รองรับ mobile- เพิ่มโอกาสทางการตลาด เพราะผู้ใช้สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้จากทุกที่ทุกเวลา

ขั้นตอนการทำ Responsive Web Design

1. วางแผน กำหนดเป้าหมายและกลุ่มผู้ใช้งานของเว็บไซต์2. ออกแบบ wireframe และ prototype ที่รองรับหลายขนาดหน้าจอ3. พัฒนาด้วย HTML, CSS และ JavaScript โดยใช้เทคนิค RWD4. ทดสอบบนอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าแสดงผลได้ถูกต้อง5. ปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปแต่หากใครที่อยากได้งานที่ตรงใจ ลองจ้างเรา Vision x Brain ทำ Webflow สิครับ จริงๆ งบประมาณทำเว็บก็อยู่ที่ความเหมาะสมอยู่ที่ความพึงพอใจ เราสามารถทำเว็บไซต์ Responsive ที่รองรับทุกขนาดหน้าจอ ด้วยคุณภาพและราคาที่คุณพอใจ

Tanakit Chaithip
May 19, 2024
# นาทีในการอ่าน
เทคนิทการทำเว็บไซต์

เทคนิคการปรับ Page Speed ให้ได้ 80 ขึ้นจาก Case Study จริง

เทคนิทการปรับ Page Speed จริงแบบวัดผลได้ทันที ภายใน 30 นาที
ในยุคที่การแข่งขันในโลกออนไลน์สูงขึ้นเรื่อยๆ การมีเว็บไซต์ที่โหลดเร็วถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้คุณเอาชนะคู่แข่งได้ Page Speed หรือความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์ ส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (User Experience) และยังมีผลต่อการจัดอันดับใน Search Engine อย่าง Google อีกด้วย วันนี้เรามีเทคนิคการปรับ Page Speed จาก Case Study จริงมาฝากกัน มาดูกันเลยว่ามีวิธีอะไรบ้าง

เทคนิคการปรับ Page Speed

1. ลดขนาดไฟล์รูปภาพ

รูปภาพที่มีขนาดใหญ่เกินไปเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เว็บไซต์โหลดช้า ดังนั้นควรลดขนาดไฟล์รูปภาพลงโดยใช้เครื่องมือบีบอัดภาพออนไลน์ เช่น TinyPNG, Compressor.io เป็นต้น นอกจากนี้ควรเลือกใช้รูปภาพในรูปแบบ JPEG หรือ WebP ซึ่งให้คุณภาพที่ดีแต่มีขนาดเล็กกว่ารูปแบบอื่นๆ

2. ใช้ Lazy Load

Lazy Load คือเทคนิคที่ช่วยโหลดเฉพาะเนื้อหาที่ผู้ใช้งานเห็นบนหน้าจอ ส่วนเนื้อหาที่อยู่ด้านล่างจะถูกโหลดเมื่อผู้ใช้งานเลื่อนลงมาถึง วิธีนี้ช่วยลดเวลาโหลดเว็บไซต์ลงได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเว็บไซต์ที่มีเนื้อหายาวหรือมีรูปภาพจำนวนมาก

3. ใช้ Browser Caching

Browser Caching ช่วยให้เว็บไซต์โหลดได้เร็วขึ้นเมื่อผู้ใช้งานเข้ามาเยี่ยมชมซ้ำ โดย Browser จะจดจำและเก็บข้อมูลบางส่วนของเว็บไซต์ไว้ เช่น HTML, CSS, JavaScript และรูปภาพ เมื่อผู้ใช้งานกลับมาอีกครั้ง Browser ก็จะโหลดข้อมูลที่มีอยู่แล้วแทนที่จะดึงข้อมูลใหม่ทั้งหมด ช่วยประหยัดเวลาและแบนด์วิดท์ได้เยอะทีเดียว

4. ใช้ Content Delivery Network (CDN)

CDN คือเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์ที่กระจายอยู่ทั่วโลก ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้เร็วขึ้น เพราะข้อมูลถูกส่งมาจากเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ใกล้ที่สุด CDN เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานจากหลากหลายประเทศ หรือเว็บไซต์ที่มีการใช้งานหนัก

5. ลดการใช้ External Scripts

External Scripts เช่น Analytics, Ads, Social Plugins อาจทำให้เว็บไซต์โหลดช้าลง ดังนั้นควรเลือกใช้เท่าที่จำเป็นและตรวจสอบว่ามีผลกระทบต่อความเร็วเว็บไซต์หรือไม่

การปรับ Page Speed อีกวิธีที่ดีที่สุดคือการไม่ใช้ Elements หรือปลั๊กอินของบุคคลที่สาม เลือกใช้ Webflow ก็เป็นอีกทางเลือก แต่หากต้องการประหยัดเวลาและได้งานมืออาชีพ เรารับทำ Webflow นะครับโดย Vision x Brain
Tanakit Chaithip
May 12, 2024
# นาทีในการอ่าน