Shopify vs Webflow SEO 2025: เลือกแพลตฟอร์มทำเว็บขายของ

ข้อมูลจาก Statista ระบุว่ามูลค่าตลาด E-Commerce ทั่วโลกจะแตะ 6.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2025 — แต่ 68% ของร้านค้าออนไลน์ ยังคงเสียโอกาสจากการเลือกแพลตฟอร์มที่ไม่เหมาะกับโมเดลธุรกิจของตัวเอง โดยเฉพาะเรื่อง SEO ที่เป็นตัวชี้วัดว่าเว็บไซต์จะถูกค้นพบได้เร็วแค่ไหน
ถ้าคุณกำลังตัดสินใจ รับทำเว็บ E-Commerce หรือสร้างเว็บไซต์ขายของใหม่ คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ — ควรเลือก Shopify หรือ Webflow? บทความนี้จะเปรียบเทียบทั้งสองแพลตฟอร์มอย่างละเอียดในมุม SEO พร้อม Case Study จริงจากทีม Vision X Brain ที่ดูแลลูกค้ากว่า 80 โปรเจกต์ใน 6 ประเทศ
ทำไม SEO ถึงสำคัญที่สุดสำหรับเว็บ E-Commerce?
การทำเว็บขายของออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้จบที่ดีไซน์สวย — ถ้าลูกค้าค้นหาไม่เจอ เว็บสวยแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ ข้อมูลจาก Google ยืนยันว่า Organic Search ยังคงเป็นช่องทางที่นำ traffic มากที่สุด สำหรับเว็บไซต์ส่วนใหญ่
- SEO = ลูกค้าฟรี 24/7 — ไม่ต้องจ่ายค่าแอดทุกครั้งที่ต้องการยอดขาย
- แพลตฟอร์มกำหนดเพดาน SEO — URL structure, page speed, schema markup ล้วนขึ้นอยู่กับ platform
- เปลี่ยนทีหลังมีต้นทุนสูง — ย้ายแพลตฟอร์มหมายถึง redirect 301, เสี่ยงหลุดอันดับ, เสียเวลา 2-6 เดือนกว่าจะฟื้น
- Google ให้ความสำคัญกับ Core Web Vitals — แพลตฟอร์มที่โหลดช้าหรือ CLS สูงจะถูกลดอันดับ
ดังนั้นการเลือกแพลตฟอร์มตั้งแต่แรกจึงสำคัญกว่าที่คิด — มาดูกันว่า Shopify และ Webflow ต่างกันอย่างไรในแต่ละด้าน
Shopify SEO: จุดแข็งและข้อจำกัดที่ต้องรู้
Shopify เป็นแพลตฟอร์ม E-Commerce อันดับ 1 ของโลก ใช้งานง่าย มีระบบชำระเงินในตัว และ ecosystem ของแอปที่ใหญ่มาก แต่ในมุม SEO มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดที่ควรพิจารณา
จุดแข็ง Shopify SEO
- Product Schema อัตโนมัติ — ธีมส่วนใหญ่มี structured data สำหรับสินค้า (ราคา, สต๊อก, รีวิว) ทำให้ได้ rich snippets บน Google
- CDN ระดับโลก — Shopify ใช้ Cloudflare CDN ทำให้โหลดเร็วทั่วโลก TTFB ต่ำ
- SSL/HTTPS อัตโนมัติ — ไม่ต้องตั้งค่าเอง ปลอดภัยตั้งแต่วันแรก
- Sitemap อัตโนมัติ — สร้าง sitemap.xml ให้โดยไม่ต้องติดตั้งแอปเพิ่ม
- แอป SEO มากมาย — Yoast, Plug in SEO, Smart SEO ช่วยจัดการ meta tags และ schema ได้ง่าย
ข้อจำกัด Shopify SEO
- URL structure ถูกบังคับ — สินค้าต้องอยู่ใน
/products/, คอลเลกชันใน/collections/→ ปรับ IA ไม่ได้อิสระ - Duplicate content จาก /collections/xxx/products/xxx — Shopify สร้าง URL ซ้ำอัตโนมัติ ต้องจัดการ canonical tags ให้ดี
- ความเร็วขึ้นอยู่กับธีมและแอป — ติดตั้งแอปเยอะ = JavaScript หนัก = PageSpeed ตก
- Blog ค่อนข้างเบสิก — ไม่มี CMS ที่ยืดหยุ่น, heading structure จำกัด, ไม่มี Table of Contents ในตัว
- ไม่สามารถแก้ไข robots.txt ได้อิสระ — ต้องใช้ Liquid template ซึ่งจำกัดกว่า
Webflow SEO: จุดแข็งและข้อจำกัดที่ต้องรู้
Webflow เป็น visual development platform ที่ให้อำนาจควบคุม HTML/CSS แบบ pixel-perfect โดยไม่ต้องเขียนโค้ด เหมาะสำหรับเว็บที่เน้นดีไซน์ คอนเทนต์ และ branding
จุดแข็ง Webflow SEO
- URL structure ยืดหยุ่น 100% — กำหนด path ได้เองทุกระดับ สร้าง Information Architecture ที่ดีที่สุดสำหรับ SEO
- Clean HTML output — ไม่มี bloated JavaScript จากแอป, semantic HTML ที่ Google อ่านได้ง่าย
- Core Web Vitals ระดับสูง — เว็บ Webflow ที่ optimize ดีได้ PageSpeed 90+ ได้ไม่ยาก เนื่องจาก code สะอาด
- CMS ที่ทรงพลัง — สร้าง Collection, Reference Field, Dynamic Page ได้อิสระ เหมาะสำหรับ content-heavy sites
- Custom Code ได้เต็มที่ — ใส่ JSON-LD, custom meta tags, hreflang, robots directives ได้ทุกหน้า
- 301 Redirect Manager ในตัว — จัดการ redirect ได้สะดวกไม่ต้องแก้ server config
ข้อจำกัด Webflow SEO
- E-Commerce ยังไม่ครบ — ไม่มี checkout ที่ซับซ้อนเท่า Shopify, ไม่มี upsell/cross-sell ในตัว
- Product Schema ต้องทำเอง — ต้องเขียน JSON-LD เองหรือใช้ Finsweet Attributes
- Payment gateway จำกัด — รองรับ Stripe เป็นหลัก ไม่มี Payment Gateway ไทยในตัว
- Learning curve สูงกว่า — ต้องเข้าใจ HTML/CSS concepts ถึงจะใช้งานได้เต็มศักยภาพ
- CMS item limit — แผน Business มี 10,000 items, Enterprise ไม่จำกัด แต่ร้านสินค้าเยอะต้องคำนวณดี
ตารางเปรียบเทียบ Shopify vs Webflow SEO แบบละเอียด
| หัวข้อ SEO | Shopify | Webflow | ผู้ชนะ |
|---|---|---|---|
| URL Structure | บังคับ /products/, /collections/, /pages/ | กำหนดเองได้ 100% | Webflow ✅ |
| Page Speed | ดี แต่ขึ้นอยู่กับแอปที่ติดตั้ง (เฉลี่ย 60-80) | ดีมาก เพราะ code สะอาด (เฉลี่ย 85-95) | Webflow ✅ |
| Title/Meta Tags | ตั้งได้ทุกหน้า + แอปช่วย bulk edit | ตั้งได้ทุกหน้า + CMS dynamic tags | เสมอ |
| Structured Data | Product schema อัตโนมัติ + แอปเพิ่ม | ต้องเขียน JSON-LD เอง | Shopify ✅ |
| Sitemap | สร้างอัตโนมัติ ไม่ต้องตั้งค่า | สร้างอัตโนมัติ + exclude ได้ | Webflow ✅ |
| 301 Redirects | ทำได้ แต่ต้องผ่าน URL Redirects setting | Redirect Manager ในตัว + bulk import | Webflow ✅ |
| robots.txt | แก้ไขได้จำกัด (ผ่าน Liquid) | แก้ไขได้อิสระ | Webflow ✅ |
| Hreflang | ใช้ Shopify Markets หรือแอป | ใช้ Localization ในตัว + custom code | เสมอ |
| Blog/Content | Blog เบสิก, จำกัด layout | CMS ทรงพลัง, layout อิสระ | Webflow ✅ |
| E-Commerce Features | ครบจบ: checkout, upsell, discount, shipping | พื้นฐาน: cart + Stripe checkout | Shopify ✅ |
| Image Optimization | CDN + auto WebP | CDN + responsive images + auto WebP | Webflow ✅ |
| Accessibility (A11y) | ขึ้นอยู่กับธีม | ควบคุม ARIA, alt, semantic HTML ได้เต็มที่ | Webflow ✅ |
สรุปจากตาราง: Webflow ชนะในด้าน technical SEO และ content flexibility ส่วน Shopify เด่นเรื่อง E-Commerce features และ Product Schema อัตโนมัติ
เลือกแพลตฟอร์มไหนดี? สูตรตัดสินใจ 3 ขั้นตอน
แทนที่จะเถียงกันไม่จบว่า Shopify หรือ Webflow ดีกว่า ให้ตอบคำถาม 3 ข้อนี้:
ข้อ 1: ธุรกิจของคุณเน้นอะไร?
- ขายสินค้าเป็นหลัก (50+ SKUs, ต้องการ checkout ซับซ้อน, discount code, shipping rules) → Shopify
- เน้น content + brand + lead gen (portfolio, บทความ, case study, ฟอร์มติดต่อ) → Webflow
- ขายสินค้า + content เท่าๆ กัน → พิจารณา Headless Commerce (Shopify backend + Webflow frontend) อ่านเพิ่มเติม: Headless Commerce: Shopify vs Webflow
ข้อ 2: งบประมาณและทีมของคุณเป็นอย่างไร?
- งบจำกัด + ไม่มีทีม dev → Shopify (เริ่มต้น $39/เดือน, ใช้งานง่าย)
- ต้องการ custom design + มีงบลงทุน → Webflow (เริ่มต้น $29/เดือน + ค่าพัฒนา)
- ต้องการ รับทำเว็บ E-Commerce มืออาชีพ → ปรึกษา agency ที่เชี่ยวชาญทั้งสองแพลตฟอร์ม
ข้อ 3: เป้าหมาย SEO ระยะยาวของคุณคืออะไร?
- ต้องการ rank สำหรับ product keywords (เช่น "ซื้อรองเท้าวิ่ง") → Shopify + Product Schema ช่วยได้มาก
- ต้องการ rank สำหรับ content keywords (เช่น "วิธีเลือกรองเท้าวิ่ง") → Webflow CMS ทรงพลังกว่า
- ต้องการทั้งคู่ → Hybrid approach หรือ Webflow E-Commerce ที่ปรับแต่งมาดี
กรณีศึกษา: ผลลัพธ์จริงจากการเลือกแพลตฟอร์มที่ถูกต้อง
ที่ Vision X Brain เราดูแลลูกค้ากว่า 80 โปรเจกต์ ทั้ง Shopify และ Webflow — นี่คือตัวอย่างผลลัพธ์จริง:
Case 1: SiamTak (Shopify → Webflow Migration)
SiamTak เป็นร้านขายอุปกรณ์ช่างที่เดิมใช้ Shopify แต่ต้องการเน้น content marketing และ SEO มากขึ้น หลังย้ายมา Webflow พร้อม ออกแบบเว็บไซต์ Webflow ใหม่ทั้งหมด:
- Orders เพิ่มขึ้น x24 เท่า
- Core Web Vitals ได้ 90+ ทุกหน้า
- PageSpeed จาก 45 → 92
- เสร็จใน 3 สัปดาห์
Case 2: Prime Host (Webflow E-Commerce)
Prime Host เป็นธุรกิจโรงแรมที่ต้องการระบบจองออนไลน์ + content SEO ทีม VXB ใช้ Webflow E-Commerce สร้างเว็บที่ทั้งสวยและ rank ดี:
- Booking เพิ่มขึ้น x30 เท่า
- New users เพิ่ม 210% ในเดือนแรก
- Traffic จาก organic search เพิ่ม x28 เท่า
Case 3: Keystone Property (Shopify Store)
Keystone Property ใช้ Shopify Store สำหรับขายสินค้าอสังหาริมทรัพย์ ทีม VXB ช่วย optimize SEO ทั้ง technical และ on-page:
- Organic traffic เพิ่มขึ้น x28 เท่า
- อันดับ Google หน้าแรกใน 4 สัปดาห์
- Clutch rating: 5.0/5
ทั้ง 3 กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่แพลตฟอร์มที่ดีที่สุด แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะกับธุรกิจที่สุด — และการมีทีมที่เข้าใจทั้ง SEO และแพลตฟอร์มคือกุญแจสำคัญ
Shopify + Webflow Hybrid: ทางเลือกที่ 3 สำหรับธุรกิจที่ต้องการทั้งสองอย่าง
สำหรับธุรกิจที่ต้องการทั้ง E-Commerce เต็มรูปแบบและ content marketing ที่ทรงพลัง Headless Commerce คือทางออก:
- Shopify เป็น backend — จัดการสินค้า, inventory, checkout, payment
- Webflow เป็น frontend — ดีไซน์, content, SEO, user experience
- เชื่อมด้วย API — Shopify Storefront API + Webflow CMS
วิธีนี้ได้ประโยชน์จากทั้งสองแพลตฟอร์ม แต่มีข้อควรพิจารณา:
- ค่าพัฒนาสูงขึ้น — ต้องมีทีมที่เชี่ยวชาญทั้ง Shopify API และ Webflow
- Maintenance ซับซ้อนขึ้น — มี 2 ระบบที่ต้องดูแล
- เหมาะกับธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ — ที่มีงบพอและต้องการ competitive edge จริงๆ
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Headless Commerce: Shopify vs Webflow
SEO Checklist ก่อนตัดสินใจเลือกแพลตฟอร์ม
ไม่ว่าคุณจะเลือก Shopify, Webflow หรือ Hybrid — ตรวจสอบ checklist นี้ก่อนเริ่ม:
| รายการ | Shopify | Webflow |
|---|---|---|
| วาง URL structure ตาม Information Architecture | จำกัด (ใช้ /products/, /collections/) | อิสระ 100% |
| ตั้ง Title Tag + Meta Description ทุกหน้า | ✅ ผ่าน admin หรือแอป | ✅ ผ่าน page settings หรือ CMS |
| ใส่ Structured Data (JSON-LD) | Product schema อัตโนมัติ | ต้องเขียนเอง (Custom Code) |
| ตั้งค่า hreflang สำหรับหลายภาษา | Shopify Markets | Localization + Custom Code |
| Optimize Core Web Vitals (LCP, FID, CLS) | ขึ้นอยู่กับธีม + แอป | ควบคุมได้เต็มที่ |
| สร้าง Blog/Content Hub | Blog เบสิก | CMS ทรงพลัง |
| จัดการ 301 Redirects | URL Redirects setting | Redirect Manager ในตัว |
| Internal Linking Strategy | ทำได้ แต่ blog จำกัด | ทำได้อิสระทุกหน้า |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Shopify SEO ดีกว่า Webflow จริงหรือ?
ไม่จริงเสมอไป — Shopify เด่นเรื่อง Product Schema อัตโนมัติและ E-Commerce features แต่ Webflow เหนือกว่าในด้าน URL structure, page speed, content flexibility และ technical SEO โดยรวม ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจคุณเน้นอะไร
ย้ายจาก Shopify มา Webflow จะเสีย SEO ไหม?
ถ้าทำถูกวิธี — ไม่เสีย สิ่งสำคัญคือต้อง: (1) ทำ 301 redirect ทุก URL เดิม (2) คงโครงสร้าง content ไว้ (3) ใส่ meta tags และ schema ใหม่ให้ครบ (4) submit sitemap ใหม่ใน Search Console อ่านเพิ่มเติม: คู่มือย้าย CMS อย่างปลอดภัย
Webflow E-Commerce ใช้ขายของจริงจังได้ไหม?
ได้ แต่เหมาะกับร้านที่มี SKU ไม่เยอะมาก (ไม่เกิน 500-1,000 รายการ) และไม่ต้องการ checkout ที่ซับซ้อน เช่น subscription หรือ bundle pricing ถ้าต้องการ features เหล่านี้ Shopify หรือ Headless Commerce จะเหมาะกว่า ดูบริการ Webflow E-Commerce ของเรา
ค่าใช้จ่ายต่างกันแค่ไหน?
Shopify เริ่มต้น $39/เดือน (Basic) ส่วน Webflow เริ่ม $29/เดือน (CMS Plan) แต่ต้นทุนจริงขึ้นอยู่กับแอป/integration ที่ใช้ Shopify ที่ติดตั้งแอปเยอะอาจมีค่าใช้จ่าย $100-300/เดือน ขณะที่ Webflow ค่าใช้จ่ายคงที่กว่า
สรุป: Shopify vs Webflow เลือกอะไรดีสำหรับ SEO?
- เลือก Shopify → ถ้าธุรกิจเน้นขายสินค้าออนไลน์ มี SKU เยอะ ต้องการ checkout + payment gateway ครบ
- เลือก Webflow → ถ้าเน้น content, branding, lead gen ต้องการสร้างเว็บไซต์ขายของที่ SEO แข็งแกร่งและดีไซน์ระดับ premium
- เลือก Hybrid → ถ้าต้องการทั้งสองอย่างและมีงบลงทุน
ไม่ว่าจะเลือกแพลตฟอร์มไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ กลยุทธ์ SEO ที่ถูกต้อง + ทีมที่เข้าใจแพลตฟอร์ม — แพลตฟอร์มเป็นแค่เครื่องมือ คนใช้ต่างหากที่ทำให้มันทำงานได้ผล
พร้อมสร้างเว็บ E-Commerce ที่ SEO แข็งแกร่ง?
Vision X Brain คือทีมที่เชี่ยวชาญทั้ง Shopify และ Webflow — ดูแลลูกค้ากว่า 80 โปรเจกต์ใน 6 ประเทศ ด้วย Clutch Rating 5.0/5 และ Core Web Vitals 90+ ทุกโปรเจกต์
ถ้าคุณกำลังมองหาทีมรับทำเว็บ E-Commerce ที่เข้าใจทั้ง SEO และดีไซน์ — ปรึกษาฟรี วันนี้ เราจะช่วยวิเคราะห์ว่าแพลตฟอร์มไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณ
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง:
Recent Blog

เว็บของคุณไม่สามารถสร้างยอดขาย? ปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อแก้ปัญหานี้ และเรียนรู้วิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทันที...

เคยรู้สึกไหมว่าเว็บไซต์ของคุณไม่สามารถดึงดูดลูกค้าได้? ลองศึกษา 5 เทคนิคที่ช่วยให้คุณสามารถปรับปรุงเว็บไซต์ให้ดียิ่งขึ้นและเพิ่มอัตราการแปลงลูกค้าได้อย่างแท้จริง อ่านต่อ...

เคยรู้สึกหงุดหงิดเมื่อเว็บไซต์โหลดช้าใช่ไหม? ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการออกแบบที่ถูกต้อง อ่านต่อเพื่อค้นหาวิธีที่คุณจะเปลี่ยนประสบการณ์ผู้ใช้!





