🔥 แค่ 5 นาที เปลี่ยนมุมมองได้เลย

Shopify vs Webflow SEO 2025: เลือกแพลตฟอร์มทำเว็บขายของ

ยาวไป อยากเลือกอ่าน?

ข้อมูลจาก Statista ระบุว่ามูลค่าตลาด E-Commerce ทั่วโลกจะแตะ 6.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2025 — แต่ 68% ของร้านค้าออนไลน์ ยังคงเสียโอกาสจากการเลือกแพลตฟอร์มที่ไม่เหมาะกับโมเดลธุรกิจของตัวเอง โดยเฉพาะเรื่อง SEO ที่เป็นตัวชี้วัดว่าเว็บไซต์จะถูกค้นพบได้เร็วแค่ไหน

ถ้าคุณกำลังตัดสินใจ รับทำเว็บ E-Commerce หรือสร้างเว็บไซต์ขายของใหม่ คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ — ควรเลือก Shopify หรือ Webflow? บทความนี้จะเปรียบเทียบทั้งสองแพลตฟอร์มอย่างละเอียดในมุม SEO พร้อม Case Study จริงจากทีม Vision X Brain ที่ดูแลลูกค้ากว่า 80 โปรเจกต์ใน 6 ประเทศ

ทำไม SEO ถึงสำคัญที่สุดสำหรับเว็บ E-Commerce?

การทำเว็บขายของออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้จบที่ดีไซน์สวย — ถ้าลูกค้าค้นหาไม่เจอ เว็บสวยแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ ข้อมูลจาก Google ยืนยันว่า Organic Search ยังคงเป็นช่องทางที่นำ traffic มากที่สุด สำหรับเว็บไซต์ส่วนใหญ่

  • SEO = ลูกค้าฟรี 24/7 — ไม่ต้องจ่ายค่าแอดทุกครั้งที่ต้องการยอดขาย
  • แพลตฟอร์มกำหนดเพดาน SEO — URL structure, page speed, schema markup ล้วนขึ้นอยู่กับ platform
  • เปลี่ยนทีหลังมีต้นทุนสูง — ย้ายแพลตฟอร์มหมายถึง redirect 301, เสี่ยงหลุดอันดับ, เสียเวลา 2-6 เดือนกว่าจะฟื้น
  • Google ให้ความสำคัญกับ Core Web Vitals — แพลตฟอร์มที่โหลดช้าหรือ CLS สูงจะถูกลดอันดับ

ดังนั้นการเลือกแพลตฟอร์มตั้งแต่แรกจึงสำคัญกว่าที่คิด — มาดูกันว่า Shopify และ Webflow ต่างกันอย่างไรในแต่ละด้าน

Shopify SEO: จุดแข็งและข้อจำกัดที่ต้องรู้

Shopify เป็นแพลตฟอร์ม E-Commerce อันดับ 1 ของโลก ใช้งานง่าย มีระบบชำระเงินในตัว และ ecosystem ของแอปที่ใหญ่มาก แต่ในมุม SEO มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดที่ควรพิจารณา

จุดแข็ง Shopify SEO

  • Product Schema อัตโนมัติ — ธีมส่วนใหญ่มี structured data สำหรับสินค้า (ราคา, สต๊อก, รีวิว) ทำให้ได้ rich snippets บน Google
  • CDN ระดับโลก — Shopify ใช้ Cloudflare CDN ทำให้โหลดเร็วทั่วโลก TTFB ต่ำ
  • SSL/HTTPS อัตโนมัติ — ไม่ต้องตั้งค่าเอง ปลอดภัยตั้งแต่วันแรก
  • Sitemap อัตโนมัติ — สร้าง sitemap.xml ให้โดยไม่ต้องติดตั้งแอปเพิ่ม
  • แอป SEO มากมาย — Yoast, Plug in SEO, Smart SEO ช่วยจัดการ meta tags และ schema ได้ง่าย

ข้อจำกัด Shopify SEO

  • URL structure ถูกบังคับ — สินค้าต้องอยู่ใน /products/, คอลเลกชันใน /collections/ → ปรับ IA ไม่ได้อิสระ
  • Duplicate content จาก /collections/xxx/products/xxx — Shopify สร้าง URL ซ้ำอัตโนมัติ ต้องจัดการ canonical tags ให้ดี
  • ความเร็วขึ้นอยู่กับธีมและแอป — ติดตั้งแอปเยอะ = JavaScript หนัก = PageSpeed ตก
  • Blog ค่อนข้างเบสิก — ไม่มี CMS ที่ยืดหยุ่น, heading structure จำกัด, ไม่มี Table of Contents ในตัว
  • ไม่สามารถแก้ไข robots.txt ได้อิสระ — ต้องใช้ Liquid template ซึ่งจำกัดกว่า

Webflow SEO: จุดแข็งและข้อจำกัดที่ต้องรู้

Webflow เป็น visual development platform ที่ให้อำนาจควบคุม HTML/CSS แบบ pixel-perfect โดยไม่ต้องเขียนโค้ด เหมาะสำหรับเว็บที่เน้นดีไซน์ คอนเทนต์ และ branding

จุดแข็ง Webflow SEO

  • URL structure ยืดหยุ่น 100% — กำหนด path ได้เองทุกระดับ สร้าง Information Architecture ที่ดีที่สุดสำหรับ SEO
  • Clean HTML output — ไม่มี bloated JavaScript จากแอป, semantic HTML ที่ Google อ่านได้ง่าย
  • Core Web Vitals ระดับสูง — เว็บ Webflow ที่ optimize ดีได้ PageSpeed 90+ ได้ไม่ยาก เนื่องจาก code สะอาด
  • CMS ที่ทรงพลัง — สร้าง Collection, Reference Field, Dynamic Page ได้อิสระ เหมาะสำหรับ content-heavy sites
  • Custom Code ได้เต็มที่ — ใส่ JSON-LD, custom meta tags, hreflang, robots directives ได้ทุกหน้า
  • 301 Redirect Manager ในตัว — จัดการ redirect ได้สะดวกไม่ต้องแก้ server config

ข้อจำกัด Webflow SEO

  • E-Commerce ยังไม่ครบ — ไม่มี checkout ที่ซับซ้อนเท่า Shopify, ไม่มี upsell/cross-sell ในตัว
  • Product Schema ต้องทำเอง — ต้องเขียน JSON-LD เองหรือใช้ Finsweet Attributes
  • Payment gateway จำกัด — รองรับ Stripe เป็นหลัก ไม่มี Payment Gateway ไทยในตัว
  • Learning curve สูงกว่า — ต้องเข้าใจ HTML/CSS concepts ถึงจะใช้งานได้เต็มศักยภาพ
  • CMS item limit — แผน Business มี 10,000 items, Enterprise ไม่จำกัด แต่ร้านสินค้าเยอะต้องคำนวณดี

ตารางเปรียบเทียบ Shopify vs Webflow SEO แบบละเอียด

หัวข้อ SEOShopifyWebflowผู้ชนะ
URL Structureบังคับ /products/, /collections/, /pages/กำหนดเองได้ 100%Webflow ✅
Page Speedดี แต่ขึ้นอยู่กับแอปที่ติดตั้ง (เฉลี่ย 60-80)ดีมาก เพราะ code สะอาด (เฉลี่ย 85-95)Webflow ✅
Title/Meta Tagsตั้งได้ทุกหน้า + แอปช่วย bulk editตั้งได้ทุกหน้า + CMS dynamic tagsเสมอ
Structured DataProduct schema อัตโนมัติ + แอปเพิ่มต้องเขียน JSON-LD เองShopify ✅
Sitemapสร้างอัตโนมัติ ไม่ต้องตั้งค่าสร้างอัตโนมัติ + exclude ได้Webflow ✅
301 Redirectsทำได้ แต่ต้องผ่าน URL Redirects settingRedirect Manager ในตัว + bulk importWebflow ✅
robots.txtแก้ไขได้จำกัด (ผ่าน Liquid)แก้ไขได้อิสระWebflow ✅
Hreflangใช้ Shopify Markets หรือแอปใช้ Localization ในตัว + custom codeเสมอ
Blog/ContentBlog เบสิก, จำกัด layoutCMS ทรงพลัง, layout อิสระWebflow ✅
E-Commerce Featuresครบจบ: checkout, upsell, discount, shippingพื้นฐาน: cart + Stripe checkoutShopify ✅
Image OptimizationCDN + auto WebPCDN + responsive images + auto WebPWebflow ✅
Accessibility (A11y)ขึ้นอยู่กับธีมควบคุม ARIA, alt, semantic HTML ได้เต็มที่Webflow ✅

สรุปจากตาราง: Webflow ชนะในด้าน technical SEO และ content flexibility ส่วน Shopify เด่นเรื่อง E-Commerce features และ Product Schema อัตโนมัติ

เลือกแพลตฟอร์มไหนดี? สูตรตัดสินใจ 3 ขั้นตอน

แทนที่จะเถียงกันไม่จบว่า Shopify หรือ Webflow ดีกว่า ให้ตอบคำถาม 3 ข้อนี้:

ข้อ 1: ธุรกิจของคุณเน้นอะไร?

  • ขายสินค้าเป็นหลัก (50+ SKUs, ต้องการ checkout ซับซ้อน, discount code, shipping rules) → Shopify
  • เน้น content + brand + lead gen (portfolio, บทความ, case study, ฟอร์มติดต่อ) → Webflow
  • ขายสินค้า + content เท่าๆ กัน → พิจารณา Headless Commerce (Shopify backend + Webflow frontend) อ่านเพิ่มเติม: Headless Commerce: Shopify vs Webflow

ข้อ 2: งบประมาณและทีมของคุณเป็นอย่างไร?

  • งบจำกัด + ไม่มีทีม dev → Shopify (เริ่มต้น $39/เดือน, ใช้งานง่าย)
  • ต้องการ custom design + มีงบลงทุน → Webflow (เริ่มต้น $29/เดือน + ค่าพัฒนา)
  • ต้องการ รับทำเว็บ E-Commerce มืออาชีพ → ปรึกษา agency ที่เชี่ยวชาญทั้งสองแพลตฟอร์ม

ข้อ 3: เป้าหมาย SEO ระยะยาวของคุณคืออะไร?

  • ต้องการ rank สำหรับ product keywords (เช่น "ซื้อรองเท้าวิ่ง") → Shopify + Product Schema ช่วยได้มาก
  • ต้องการ rank สำหรับ content keywords (เช่น "วิธีเลือกรองเท้าวิ่ง") → Webflow CMS ทรงพลังกว่า
  • ต้องการทั้งคู่ → Hybrid approach หรือ Webflow E-Commerce ที่ปรับแต่งมาดี

กรณีศึกษา: ผลลัพธ์จริงจากการเลือกแพลตฟอร์มที่ถูกต้อง

ที่ Vision X Brain เราดูแลลูกค้ากว่า 80 โปรเจกต์ ทั้ง Shopify และ Webflow — นี่คือตัวอย่างผลลัพธ์จริง:

Case 1: SiamTak (Shopify → Webflow Migration)

SiamTak เป็นร้านขายอุปกรณ์ช่างที่เดิมใช้ Shopify แต่ต้องการเน้น content marketing และ SEO มากขึ้น หลังย้ายมา Webflow พร้อม ออกแบบเว็บไซต์ Webflow ใหม่ทั้งหมด:

  • Orders เพิ่มขึ้น x24 เท่า
  • Core Web Vitals ได้ 90+ ทุกหน้า
  • PageSpeed จาก 45 → 92
  • เสร็จใน 3 สัปดาห์

Case 2: Prime Host (Webflow E-Commerce)

Prime Host เป็นธุรกิจโรงแรมที่ต้องการระบบจองออนไลน์ + content SEO ทีม VXB ใช้ Webflow E-Commerce สร้างเว็บที่ทั้งสวยและ rank ดี:

  • Booking เพิ่มขึ้น x30 เท่า
  • New users เพิ่ม 210% ในเดือนแรก
  • Traffic จาก organic search เพิ่ม x28 เท่า

Case 3: Keystone Property (Shopify Store)

Keystone Property ใช้ Shopify Store สำหรับขายสินค้าอสังหาริมทรัพย์ ทีม VXB ช่วย optimize SEO ทั้ง technical และ on-page:

  • Organic traffic เพิ่มขึ้น x28 เท่า
  • อันดับ Google หน้าแรกใน 4 สัปดาห์
  • Clutch rating: 5.0/5

ทั้ง 3 กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่แพลตฟอร์มที่ดีที่สุด แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะกับธุรกิจที่สุด — และการมีทีมที่เข้าใจทั้ง SEO และแพลตฟอร์มคือกุญแจสำคัญ

Shopify + Webflow Hybrid: ทางเลือกที่ 3 สำหรับธุรกิจที่ต้องการทั้งสองอย่าง

สำหรับธุรกิจที่ต้องการทั้ง E-Commerce เต็มรูปแบบและ content marketing ที่ทรงพลัง Headless Commerce คือทางออก:

  • Shopify เป็น backend — จัดการสินค้า, inventory, checkout, payment
  • Webflow เป็น frontend — ดีไซน์, content, SEO, user experience
  • เชื่อมด้วย API — Shopify Storefront API + Webflow CMS

วิธีนี้ได้ประโยชน์จากทั้งสองแพลตฟอร์ม แต่มีข้อควรพิจารณา:

  • ค่าพัฒนาสูงขึ้น — ต้องมีทีมที่เชี่ยวชาญทั้ง Shopify API และ Webflow
  • Maintenance ซับซ้อนขึ้น — มี 2 ระบบที่ต้องดูแล
  • เหมาะกับธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ — ที่มีงบพอและต้องการ competitive edge จริงๆ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Headless Commerce: Shopify vs Webflow

SEO Checklist ก่อนตัดสินใจเลือกแพลตฟอร์ม

ไม่ว่าคุณจะเลือก Shopify, Webflow หรือ Hybrid — ตรวจสอบ checklist นี้ก่อนเริ่ม:

รายการShopifyWebflow
วาง URL structure ตาม Information Architectureจำกัด (ใช้ /products/, /collections/)อิสระ 100%
ตั้ง Title Tag + Meta Description ทุกหน้า✅ ผ่าน admin หรือแอป✅ ผ่าน page settings หรือ CMS
ใส่ Structured Data (JSON-LD)Product schema อัตโนมัติต้องเขียนเอง (Custom Code)
ตั้งค่า hreflang สำหรับหลายภาษาShopify MarketsLocalization + Custom Code
Optimize Core Web Vitals (LCP, FID, CLS)ขึ้นอยู่กับธีม + แอปควบคุมได้เต็มที่
สร้าง Blog/Content HubBlog เบสิกCMS ทรงพลัง
จัดการ 301 RedirectsURL Redirects settingRedirect Manager ในตัว
Internal Linking Strategyทำได้ แต่ blog จำกัดทำได้อิสระทุกหน้า

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Shopify SEO ดีกว่า Webflow จริงหรือ?

ไม่จริงเสมอไป — Shopify เด่นเรื่อง Product Schema อัตโนมัติและ E-Commerce features แต่ Webflow เหนือกว่าในด้าน URL structure, page speed, content flexibility และ technical SEO โดยรวม ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจคุณเน้นอะไร

ย้ายจาก Shopify มา Webflow จะเสีย SEO ไหม?

ถ้าทำถูกวิธี — ไม่เสีย สิ่งสำคัญคือต้อง: (1) ทำ 301 redirect ทุก URL เดิม (2) คงโครงสร้าง content ไว้ (3) ใส่ meta tags และ schema ใหม่ให้ครบ (4) submit sitemap ใหม่ใน Search Console อ่านเพิ่มเติม: คู่มือย้าย CMS อย่างปลอดภัย

Webflow E-Commerce ใช้ขายของจริงจังได้ไหม?

ได้ แต่เหมาะกับร้านที่มี SKU ไม่เยอะมาก (ไม่เกิน 500-1,000 รายการ) และไม่ต้องการ checkout ที่ซับซ้อน เช่น subscription หรือ bundle pricing ถ้าต้องการ features เหล่านี้ Shopify หรือ Headless Commerce จะเหมาะกว่า ดูบริการ Webflow E-Commerce ของเรา

ค่าใช้จ่ายต่างกันแค่ไหน?

Shopify เริ่มต้น $39/เดือน (Basic) ส่วน Webflow เริ่ม $29/เดือน (CMS Plan) แต่ต้นทุนจริงขึ้นอยู่กับแอป/integration ที่ใช้ Shopify ที่ติดตั้งแอปเยอะอาจมีค่าใช้จ่าย $100-300/เดือน ขณะที่ Webflow ค่าใช้จ่ายคงที่กว่า

สรุป: Shopify vs Webflow เลือกอะไรดีสำหรับ SEO?

  • เลือก Shopify → ถ้าธุรกิจเน้นขายสินค้าออนไลน์ มี SKU เยอะ ต้องการ checkout + payment gateway ครบ
  • เลือก Webflow → ถ้าเน้น content, branding, lead gen ต้องการสร้างเว็บไซต์ขายของที่ SEO แข็งแกร่งและดีไซน์ระดับ premium
  • เลือก Hybrid → ถ้าต้องการทั้งสองอย่างและมีงบลงทุน

ไม่ว่าจะเลือกแพลตฟอร์มไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ กลยุทธ์ SEO ที่ถูกต้อง + ทีมที่เข้าใจแพลตฟอร์ม — แพลตฟอร์มเป็นแค่เครื่องมือ คนใช้ต่างหากที่ทำให้มันทำงานได้ผล

พร้อมสร้างเว็บ E-Commerce ที่ SEO แข็งแกร่ง?

Vision X Brain คือทีมที่เชี่ยวชาญทั้ง Shopify และ Webflow — ดูแลลูกค้ากว่า 80 โปรเจกต์ใน 6 ประเทศ ด้วย Clutch Rating 5.0/5 และ Core Web Vitals 90+ ทุกโปรเจกต์

ถ้าคุณกำลังมองหาทีมรับทำเว็บ E-Commerce ที่เข้าใจทั้ง SEO และดีไซน์ — ปรึกษาฟรี วันนี้ เราจะช่วยวิเคราะห์ว่าแพลตฟอร์มไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง:

แชร์

Recent Blog

ทำไมการปรับปรุงเว็บไซต์ E-commerce ถึงช่วยเพิ่มยอดขายได้ทันที
ทำไมการปรับปรุงเว็บไซต์ E-commerce ถึงช่วยเพิ่มยอดขายได้ทันที

เว็บของคุณไม่สามารถสร้างยอดขาย? ปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อแก้ปัญหานี้ และเรียนรู้วิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทันที...

5 เทคนิคการออกแบบเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ Startups ที่ช่วยเพิ่มอัตราการแปลงลูกค้า
5 เทคนิคออกแบบเว็บไซต์ Startup ที่เพิ่มยอดขาย 2026

เคยรู้สึกไหมว่าเว็บไซต์ของคุณไม่สามารถดึงดูดลูกค้าได้? ลองศึกษา 5 เทคนิคที่ช่วยให้คุณสามารถปรับปรุงเว็บไซต์ให้ดียิ่งขึ้นและเพิ่มอัตราการแปลงลูกค้าได้อย่างแท้จริง อ่านต่อ...

ทำไมเลือก Webflow Design Development เพื่อเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย?
ทำไมเลือก Webflow Design Development เพื่อเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย?

เคยรู้สึกหงุดหงิดเมื่อเว็บไซต์โหลดช้าใช่ไหม? ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการออกแบบที่ถูกต้อง อ่านต่อเพื่อค้นหาวิธีที่คุณจะเปลี่ยนประสบการณ์ผู้ใช้!