🔥 แค่ 5 นาที เปลี่ยนมุมมองได้เลย

Headless Commerce: Shopify vs Webflow เลือกอะไรดีสำหรับร้านออนไลน์?

ยาวไป อยากเลือกอ่าน?

ปี 2025 ตลาด E-commerce ไทยมีมูลค่าทะลุ 694,000 ล้านบาท (Statista) แต่กว่า 70% ของร้านออนไลน์ยังใช้ระบบแบบเดิมที่หน้าบ้านกับหลังบ้านผูกติดกัน — ทุกครั้งที่อยากเปลี่ยนดีไซน์ ต้องง้อ Developer ทุกครั้งที่อยากเพิ่มช่องทางขาย ต้องสร้างระบบใหม่ ทุกครั้งที่โปรโมชั่นทำเว็บล่ม ต้องนั่งรอแก้ไข

Headless Commerce คือคำตอบที่แบรนด์ระดับโลกอย่าง Nike, Allbirds และ Gymshark เลือกใช้ — แยกหน้าบ้าน (Frontend) ออกจากหลังบ้าน (Backend) ให้แต่ละส่วนทำงานอิสระ ผลลัพธ์? เว็บโหลดเร็วขึ้น 2-3 เท่า ปรับดีไซน์ได้ทันที และขยายไป LINE, App, Kiosk ได้โดยไม่ต้องสร้างระบบใหม่

คำถามคือ — ถ้าคุณเป็นแบรนด์ไทยที่ต้องการ Headless Commerce คุณควรเลือก Shopify (ผ่าน Hydrogen + Storefront API) หรือ Webflow E-commerce? บทความนี้เปรียบเทียบทุกมิติจากประสบการณ์จริงของทีม Vision X Brain ที่ทำทั้ง Shopify และ Webflow ให้ลูกค้ากว่า 80+ โปรเจกต์

Headless Commerce คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญกับ E-commerce ยุค 2025

ถ้าคุณเคยใช้ Shopify แบบปกติ (Monolithic) คุณจะรู้ว่าระบบทั้งหมด — หน้าเว็บ, ตะกร้าสินค้า, ระบบชำระเงิน, จัดการสต็อก — ทำงานอยู่ในก้อนเดียวกัน ข้อดีคือง่าย แต่ข้อเสียคือ ยืดหยุ่นต่ำ

Headless Commerce แก้ปัญหานี้ด้วยการแยกเป็น 2 ส่วน:

  • Frontend (หน้าบ้าน) — สิ่งที่ลูกค้าเห็นและใช้งาน: หน้าเว็บ, App, LINE, Kiosk หน้าร้าน
  • Backend (หลังบ้าน) — ระบบจัดการ: สินค้า, ออเดอร์, สต็อก, ชำระเงิน, จัดส่ง

ทั้งสองส่วนเชื่อมกันด้วย API — Frontend ดึงข้อมูลจาก Backend ผ่าน API แล้วแสดงผลในรูปแบบที่ต้องการ ไม่ถูกจำกัดด้วย Template หรือ Theme อีกต่อไป

ข้อได้เปรียบหลักของ Headless Commerce

  • ดีไซน์ได้ 100% ไม่ติด Template — สร้าง UI/UX ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์โดยไม่ถูกจำกัด
  • เว็บโหลดเร็วกว่า 2-3 เท่า — Frontend น้ำหนักเบา ไม่ลาก Script ของ Backend มาด้วย
  • Omnichannel ได้ทันที — ใช้ Backend เดียวกัน serve ได้ทั้ง Web, App, LINE, POS
  • อัปเดตหน้าบ้านโดยไม่กระทบหลังบ้าน — เปลี่ยนดีไซน์ไม่ต้องกลัวระบบสั่งซื้อพัง
  • Scale ได้ดีกว่า — แยก Frontend/Backend server ให้รับ traffic ช่วง Flash Sale ได้

ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

  • ต้องมีทีม Dev หรือ Agency — ไม่ใช่ DIY เหมือน Shopify Theme ปกติ
  • ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูงกว่า — ค่า Development + ค่า Hosting Frontend แยก
  • ความซับซ้อนในการจัดการ — ต้อง maintain ทั้ง Frontend และ Backend แยกกัน

สำหรับ SME หรือแบรนด์ที่เพิ่งเริ่ม Headless Commerce อาจ overkill — แต่สำหรับแบรนด์ที่มียอดขายเกิน 1 ล้านบาท/เดือน และต้องการ ประสบการณ์ที่แตกต่าง มันคือการลงทุนที่คุ้มค่า

Shopify คืออะไร? และทำ Headless ได้ยังไง

Shopify คือแพลตฟอร์ม E-commerce อันดับ 1 ของโลก — มีร้านค้ากว่า 4.8 ล้านร้านใน 175 ประเทศ (Shopify Statistics 2024) ในไทยก็เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะแบรนด์ D2C (Direct-to-Consumer)

Shopify ให้คุณทำ Headless Commerce ได้ 2 วิธี:

1. Shopify Storefront API

API ที่ให้ Frontend เข้าถึงข้อมูลสินค้า, ตะกร้า, Checkout ทั้งหมดผ่าน GraphQL — คุณสร้าง Frontend ด้วย Framework ไหนก็ได้ (React, Vue, Next.js) แล้วดึงข้อมูลจาก Shopify มาแสดง

เหมาะกับ: ทีมที่มี Developer และต้องการ Custom UI 100%

2. Shopify Hydrogen + Oxygen

Hydrogen คือ React Framework ของ Shopify เอง ที่ออกแบบมาสำหรับ Headless Commerce โดยเฉพาะ — มี Component สำเร็จรูปสำหรับ Product Card, Cart, Checkout พร้อม Server-Side Rendering (SSR) ในตัว

Oxygen คือ Hosting Platform ของ Shopify — deploy Hydrogen app ได้ทันทีโดยไม่ต้องหา Hosting เอง

เหมาะกับ: แบรนด์ที่ต้องการ Headless แต่ไม่อยากสร้างทุกอย่างจากศูนย์

จุดแข็งของ Shopify Headless

  • ระบบ E-commerce สมบูรณ์ที่สุด — Payment Gateway 100+, Shipping, Tax, Inventory, Refund, Subscription ครบจบ
  • App Ecosystem มหาศาล — 8,000+ apps: Email Marketing, Reviews, Loyalty, Upsell
  • Shopify Checkout — Checkout ที่แปลงยอดดีที่สุดในโลก (conversion rate สูงกว่าค่าเฉลี่ย 36% ตาม Shopify)
  • Payment ไทย — รองรับ PromptPay, บัตรเครดิต, 2C2P ผ่าน Shopify Payments หรือ Third-party
  • Shopify Plus — Enterprise tier: Automation (Flow), B2B, Multi-store, Custom Checkout ราคาเริ่ม $2,300/เดือน

จุดอ่อนของ Shopify Headless

  • ต้องมี Dev ที่รู้ React + GraphQL — ไม่ใช่ drag-and-drop
  • Transaction Fee — ถ้าไม่ใช้ Shopify Payments จ่ายค่าธรรมเนียม 0.5-2% ต่อ transaction
  • Hydrogen ยังใหม่ — Documentation ยังไม่ครอบคลุม, Community เล็กกว่า Next.js
  • Content Management อ่อน — Shopify Blog/Pages ไม่ยืดหยุ่นเท่า CMS เต็มรูปแบบ

Webflow E-commerce คืออะไร? เหมาะกับใคร

Webflow คือแพลตฟอร์ม Visual Development ที่ให้คุณออกแบบเว็บไซต์แบบ Pixel-Perfect โดยไม่ต้องเขียนโค้ด — แต่โค้ดที่ generate ออกมาสะอาด ไม่มี Plugin bloat เหมือน WordPress

Webflow มีฟีเจอร์ E-commerce ในตัวที่ให้คุณ:

  • ออกแบบหน้า Product ได้ 100% — ไม่ติด Template, ลาก วาง, ปรับทุก pixel
  • CMS ทรงพลัง — Dynamic Collections สำหรับ Product, Category, Blog, FAQ
  • Checkout ในตัว — รองรับ Stripe (บัตรเครดิต, Apple Pay, Google Pay)
  • Core Web Vitals 90+ — เว็บโหลดเร็วเพราะไม่มี Plugin
  • SEO ดีเยี่ยม — Clean HTML, Auto Sitemap, Customizable Meta Tags, Schema Markup

Webflow E-commerce ไม่ใช่ Headless แบบ Shopify

ต้องเข้าใจว่า Webflow E-commerce ไม่ใช่ Headless ตามนิยามเดียวกับ Shopify — Webflow รวม Frontend + Backend ไว้ในที่เดียว แต่ให้ความยืดหยุ่นในการออกแบบสูงมากจนรู้สึกเหมือน Custom Build

อย่างไรก็ตาม Webflow มี CMS API ที่ให้คุณดึงข้อมูลสินค้า/เนื้อหาไปแสดงบน Frontend อื่นได้ — ถ้าต้องการ Headless จริงๆ Webflow ทำหน้าที่เป็น Headless CMS ได้ดี (จัดการเนื้อหา/สินค้า แล้วส่งข้อมูลผ่าน API)

จุดแข็งของ Webflow E-commerce

  • ดีไซน์อิสระ 100% ไม่ต้องเขียนโค้ด — ทีม Marketing/Design ปรับหน้าเว็บเองได้ทันที
  • ไม่มี Transaction Fee — Webflow ไม่หักค่าธรรมเนียมต่อ Transaction (ต่างจาก Shopify)
  • CMS + Blog ทรงพลัง — Content Marketing ที่ดีกว่า Shopify Blog หลายเท่า
  • SEO + Speed ดีมาก — Clean Code, Fastly CDN, Core Web Vitals 90+
  • ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า — E-commerce Plan เริ่ม $29/เดือน (Shopify เริ่ม $39/เดือน)

จุดอ่อนของ Webflow E-commerce

  • Payment Gateway จำกัด — รองรับ Stripe เป็นหลัก ไม่มี PromptPay, 2C2P ในตัว
  • ไม่มี App Ecosystem — ไม่มี Plugin เสริมเหมือน Shopify (ต้อง Custom Code)
  • จำกัด 5,000 Products — ไม่เหมาะกับแคตตาล็อกขนาดใหญ่
  • ไม่มี Advanced E-commerce — ไม่มี Subscription, B2B Pricing, Multi-currency ในตัว
  • Checkout ปรับแต่งได้น้อย — Shopify Checkout ยืดหยุ่นกว่ามาก

เปรียบเทียบ Shopify vs Webflow: ทุกมิติที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

1. ดีไซน์และความยืดหยุ่น

Webflow ชนะ — Webflow ให้คุณออกแบบได้ทุก pixel โดยไม่ต้องเขียนโค้ด Shopify Theme แม้จะสวย แต่ถูกจำกัดด้วย Template Structure ถ้าต้องการ Custom UI ต้องใช้ Liquid Template Language หรือทำ Headless ด้วย Hydrogen ซึ่งต้องมี Developer

2. ระบบ E-commerce

Shopify ชนะขาด — Shopify สร้างมาเพื่อ E-commerce โดยเฉพาะ ระบบ Inventory, Shipping, Tax, Refund, Abandoned Cart Recovery, Discount Codes ครบจบ Webflow E-commerce มีแค่พื้นฐาน

3. SEO และความเร็ว

Webflow ได้เปรียบ — Clean HTML ที่ Webflow generate ทำให้ Google Bot crawl ง่ายกว่า Shopify ที่มักมี Liquid Template overhead และ App Scripts จำนวนมาก Core Web Vitals ของเว็บ Webflow เฉลี่ยดีกว่า Shopify 15-25%

Shopify ก็ทำ SEO ได้ดี แต่ต้อง optimize มากกว่า: ลบ App ที่ไม่ใช้, optimize รูปภาพ, ใช้ Custom Meta Fields

4. Payment และการชำระเงิน

Shopify ชนะ — รองรับ 100+ Payment Gateway ทั่วโลก ในไทยรองรับ PromptPay, บัตรเครดิต, 2C2P ได้ทันที Webflow รองรับแค่ Stripe ซึ่งในไทยยังไม่ครอบคลุมเท่า

5. Content Management

Webflow ชนะ — Webflow CMS เป็น Visual CMS ที่ทรงพลังที่สุด: Dynamic Collections, Reference Fields, Rich Text Editor ที่ปรับ Layout ได้ Shopify Blog เป็นแค่ Basic Blog ที่ปรับแต่งยาก ถ้าต้องการ Content Marketing ที่ดี Webflow ดีกว่าหลายเท่า

6. ค่าใช้จ่ายรวม (TCO)

เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายรวมต่อปี (ไม่รวมค่า Development):

  • Webflow E-commerce Standard: $29/เดือน ($348/ปี) + 2% Transaction Fee จาก Stripe
  • Shopify Basic: $39/เดือน ($468/ปี) + 2% Transaction Fee (ถ้าไม่ใช้ Shopify Payments)
  • Shopify Plus (Headless): $2,300/เดือน ($27,600/ปี) + Hydrogen Hosting

สำหรับ SME ที่ยอดขายไม่เกิน 500K/เดือน — Webflow ประหยัดกว่า สำหรับแบรนด์ที่ยอดขายเกิน 1M/เดือน — Shopify คุ้มกว่าเพราะระบบ E-commerce ครบกว่า

7. Scalability

Shopify ชนะ — Shopify รองรับ Flash Sale หลักแสน concurrent users, Multi-store, B2B, Wholesale, International Expansion ได้ Webflow E-commerce จำกัดที่ 5,000 Products และไม่รองรับ Multi-currency

เมื่อไหร่ควรเลือก Shopify? เมื่อไหร่ควรเลือก Webflow?

เลือก Shopify เมื่อ:

  1. สินค้า 100+ SKUs ขึ้นไป — Shopify จัดการ Inventory ได้ดีกว่ามาก
  2. ต้องการ Payment Gateway หลากหลาย — PromptPay, COD, 2C2P, Installment
  3. มี Flash Sale หรือ Traffic สูง — Shopify Infrastructure รับได้หลักแสน users
  4. ต้องการ App เสริม — Reviews, Loyalty, Email, Upsell, Cross-sell
  5. ขายหลายประเทศ — Multi-currency, Multi-language, Tax Calculation อัตโนมัติ
  6. ต้องการ Headless Commerce จริงจัง — Hydrogen + Storefront API + Oxygen

เลือก Webflow เมื่อ:

  1. ดีไซน์คือจุดขายหลัก — แบรนด์ที่ต้องการ UI/UX ที่ไม่เหมือนใคร
  2. สินค้าน้อยกว่า 100 SKUs — Digital Product, Subscription Box, Boutique Brand
  3. Content Marketing สำคัญ — Blog, Case Study, Resource Hub เป็นช่องทางหลัก
  4. ทีม Marketing ต้องจัดการเว็บเอง — ไม่ต้องง้อ Developer ทุกครั้ง
  5. งบจำกัด แต่ต้องการเว็บระดับ Premium — ค่า Plan ถูกกว่า ไม่มี Transaction Fee
  6. SEO เป็นกลยุทธ์หลัก — Webflow มี Technical SEO ที่ดีกว่า out-of-the-box

ใช้ทั้งคู่ได้ไหม? (Hybrid Approach)

ได้ — และนี่คือสิ่งที่ Vision X Brain ทำให้ลูกค้าหลายราย:

  • Webflow = Website หลัก (หน้าแรก, About, Services, Blog, Case Study) — ดีไซน์สวย SEO ดี Content Management ง่าย
  • Shopify = ร้านค้า (subdomain shop.brand.com หรือ /shop) — E-commerce เต็มระบบ Payment ครบ
  • เชื่อมกัน — ลิงค์ข้ามกัน, ใช้ Shopify Buy Button ฝังใน Webflow, หรือ Storefront API ดึงสินค้ามาแสดงบน Webflow

วิธีนี้ได้ข้อดีของทั้งสองฝ่าย: Webflow สำหรับ Branding + SEO + Content และ Shopify สำหรับ E-commerce + Payment + Inventory

กรณีศึกษา: แบรนด์ D2C ไทยที่ใช้ Hybrid Approach

ลูกค้าของ Vision X Brain รายหนึ่ง — แบรนด์สกินแคร์ D2C ที่เริ่มจาก Instagram แล้วต้องการสร้างเว็บไซต์ของตัวเอง ปัญหาคือ:

  • ก่อน: ใช้ Shopify Theme สำเร็จรูป — เว็บดูเหมือนร้านอื่นๆ ไม่มีเอกลักษณ์ Bounce Rate 72% Organic Traffic แค่ 340 sessions/เดือน
  • ความต้องการ: เว็บที่สะท้อนแบรนด์ มี Blog สำหรับ Content Marketing และยังขายของได้สะดวก

เราใช้ Hybrid Approach:

  1. Webflow สำหรับเว็บไซต์หลัก: หน้าแรก, เรื่องราวแบรนด์, Blog ความรู้สกินแคร์, Ingredient Library
  2. Shopify สำหรับร้านค้า: สินค้า, ตะกร้า, Checkout, Subscription (ส่งรายเดือน)
  3. Shopify Buy Button ฝังในหน้า Webflow ให้ลูกค้า Add to Cart ได้เลยโดยไม่ต้องออกจากเว็บ

ผลลัพธ์ใน 90 วัน:

  • Bounce Rate ลดจาก 72% → 41%
  • Organic Traffic เพิ่มจาก 340 → 2,800 sessions/เดือน (x8.2)
  • Average Order Value เพิ่ม 23% (เพราะ Content บน Blog สร้าง Trust ก่อนซื้อ)
  • เครื่องมือที่ใช้: Webflow (Website), Shopify (Store), Google Analytics 4, Hotjar Heatmap, Ahrefs (SEO)

ผลลัพธ์นี้เกิดจากการรวม จุดแข็งของ Webflow (Design + SEO + Content) กับ จุดแข็งของ Shopify (E-commerce + Payment) ไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

Headless CMS คืออะไร? Webflow ทำหน้าที่นี้ได้ดีแค่ไหน

Headless CMS คือระบบจัดการเนื้อหาที่ไม่ผูกติดกับ Frontend — คุณจัดการ Content ใน CMS แล้วส่งข้อมูลผ่าน API ไปแสดงบน Website, App หรือช่องทางไหนก็ได้

Headless CMS ยอดนิยม: Contentful, Strapi, Sanity, Prismic — แต่ Webflow CMS ก็ทำหน้าที่เป็น Headless CMS ได้ ผ่าน Webflow CMS API (REST API v2)

ข้อได้เปรียบของ Webflow เป็น Headless CMS:

  • Visual Editor — ทีมจัดการ Content ได้ง่ายกว่า Contentful หรือ Strapi ที่เป็น Form-based
  • มี Website พร้อมใช้ — ไม่ต้องสร้าง Frontend แยก ถ้าต้องการเว็บก็ใช้ Webflow ได้เลย
  • ค่าใช้จ่ายต่ำ — CMS Plan เริ่ม $23/เดือน ไม่ต้องจ่ายค่า Headless CMS แยก

ข้อจำกัด:

  • API Rate Limit 60 requests/นาที (CMS Plan) — ไม่เหมาะกับ App ที่มี request สูง
  • ไม่มี Webhook ที่ยืดหยุ่นเท่า Contentful
  • Content Model ไม่ซับซ้อนเท่า Headless CMS เต็มรูปแบบ

สรุป: Webflow เป็น Headless CMS ได้ดีสำหรับ โปรเจกต์ขนาดเล็ก-กลาง ที่ต้องการทั้ง Website + API ในที่เดียว

Checklist: เลือก Shopify หรือ Webflow ให้ตรงกับธุรกิจ

ใช้ Checklist นี้ช่วยตัดสินใจ:

  • สินค้ากี่ SKUs? — ≤100 → Webflow ได้, >100 → Shopify ดีกว่า
  • ต้องการ Payment อะไร? — แค่บัตรเครดิต → Webflow (Stripe), ต้องการ PromptPay/COD → Shopify
  • Content Marketing สำคัญไหม? — สำคัญมาก → Webflow, ไม่สำคัญ → Shopify
  • ดีไซน์สำคัญแค่ไหน? — ต้อง Custom 100% → Webflow, Theme ปรับนิดหน่อยพอ → Shopify
  • งบ Development? — จำกัด → Webflow (ทีมจัดการเอง), มีงบ → Shopify Headless
  • ขายหลายประเทศ? — ใช่ → Shopify (Multi-currency, Tax), ไม่ → ทั้งคู่ได้
  • ต้องการ App เสริม? — ต้องการมาก → Shopify (8,000+ apps), ไม่ต้อง → Webflow
  • Flash Sale? — มี Traffic สูง → Shopify, ปกติ → ทั้งคู่ได้

ถ้าตอบ "ทั้งคู่" หลายข้อ → พิจารณา Hybrid Approach (Webflow + Shopify) อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด

พร้อมสร้าง E-commerce ที่ใช่สำหรับแบรนด์คุณ?

การเลือกระหว่าง Shopify กับ Webflow ไม่มีคำตอบที่ "ถูก" สำหรับทุกคน — มันขึ้นอยู่กับขนาดสินค้า, ช่องทางชำระเงิน, ความสำคัญของดีไซน์ และกลยุทธ์ Content Marketing ของคุณ

Vision X Brain ให้บริการทั้ง Webflow E-commerce และ Shopify Development — ผลงานกว่า 80+ ลูกค้าใน 6 ประเทศ Clutch 5.0 จาก 10 รีวิว ทั้ง Webflow Design Development และ E-commerce ครบวงจร

ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย — บอกเราว่าแบรนด์คุณขายอะไร ลูกค้าเป็นใคร แล้วเราจะแนะนำแพลตฟอร์มที่เหมาะที่สุด ติดต่อทีม Vision X Brain ตอบไวภายใน 24 ชั่วโมง

อ่านเพิ่มเติม:

กำลังเลือกระหว่าง Shopify กับ Webflow สำหรับร้านออนไลน์?

Vision X Brain เชี่ยวชาญทั้ง Shopify และ Webflow E-commerce — 80+ โปรเจกต์ 6 ประเทศ Clutch 5.0 (10 Reviews)

ปรึกษาฟรี — เราช่วยเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะกับธุรกิจคุณ →

บทความแนะนำ

แชร์

Recent Blog

ทำไมการปรับปรุงเว็บไซต์ E-commerce ถึงช่วยเพิ่มยอดขายได้ทันที
ทำไมการปรับปรุงเว็บไซต์ E-commerce ถึงช่วยเพิ่มยอดขายได้ทันที

เว็บของคุณไม่สามารถสร้างยอดขาย? ปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อแก้ปัญหานี้ และเรียนรู้วิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทันที...

5 เทคนิคการออกแบบเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ Startups ที่ช่วยเพิ่มอัตราการแปลงลูกค้า
5 เทคนิคออกแบบเว็บไซต์ Startup ที่เพิ่มยอดขาย 2026

เคยรู้สึกไหมว่าเว็บไซต์ของคุณไม่สามารถดึงดูดลูกค้าได้? ลองศึกษา 5 เทคนิคที่ช่วยให้คุณสามารถปรับปรุงเว็บไซต์ให้ดียิ่งขึ้นและเพิ่มอัตราการแปลงลูกค้าได้อย่างแท้จริง อ่านต่อ...

ทำไมเลือก Webflow Design Development เพื่อเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย?
ทำไมเลือก Webflow Design Development เพื่อเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย?

เคยรู้สึกหงุดหงิดเมื่อเว็บไซต์โหลดช้าใช่ไหม? ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการออกแบบที่ถูกต้อง อ่านต่อเพื่อค้นหาวิธีที่คุณจะเปลี่ยนประสบการณ์ผู้ใช้!