🔥 แค่ 5 นาที เปลี่ยนมุมมองได้เลย

Google SGE จะเปลี่ยนแปลง SEO อย่างไรในอนาคต

ยาวไป อยากเลือกอ่าน?

Google SGE หรือ AI Overviews คือระบบที่ Google ใช้ AI สร้างคำตอบสรุปไว้ด้านบนสุดของหน้าผลลัพธ์ ส่งผลให้ CTR ของผลลัพธ์ organic ลดลง 18-64% ในบางกลุ่มคีย์เวิร์ด แต่ไซต์ที่มีเนื้อหาเชิงลึก มี E-E-A-T แข็งแรง และจัด structured data ครบ กลับได้รับการอ้างอิงจาก AI และมีคลิกที่มีคุณภาพสูงขึ้น การปรับกลยุทธ์ SEO ให้เหมาะกับยุค AI Search จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

Google SGE คืออะไร และทำไมต้องรู้จักตั้งแต่วันนี้

Google SGE (Search Generative Experience) คือการนำ Generative AI มาใช้ในหน้าผลค้นหา โดยระบบจะสร้างคำตอบสรุปจากหลายแหล่งข้อมูลพร้อมอ้างอิงลิงก์ แสดงไว้ในกล่องเฉพาะด้านบนสุดของ SERP ปัจจุบัน Google เปลี่ยนชื่อเป็น AI Overviews อย่างเป็นทางการ และเปิดให้ใช้งานในกว่า 200 ประเทศรวมถึงประเทศไทย

สิ่งที่ทำให้ AI Overviews แตกต่างจาก Featured Snippets เดิม คือระบบไม่ได้ "ดึง" ข้อความมาจากเว็บเดียว แต่ "สังเคราะห์" คำตอบจากหลายแหล่ง ผสมผสานข้อมูลเข้าด้วยกัน แล้วนำเสนอพร้อมลิงก์ที่ AI เลือกอ้างอิง ซึ่งหมายความว่าแม้เว็บของคุณจะอยู่อันดับ 1 ก็ไม่ได้การันตีว่าจะถูกอ้างอิงใน AI Overviews

ไทม์ไลน์สำคัญของ Google SGE / AI Overviews

ช่วงเวลา เหตุการณ์ ผลกระทบ
พ.ค. 2023 Google เปิดตัว SGE ใน Search Labs (Beta) นักการตลาดเริ่มเห็นผลกระทบต่อ CTR ในกลุ่ม Informational queries
พ.ค. 2024 เปลี่ยนชื่อเป็น AI Overviews เปิดใช้ทั่วโลก ไม่ต้อง opt-in อีกต่อไป ทุกคนเห็น AI Overviews ในบาง queries
มี.ค. 2025 AI Overviews ครอบคลุม 13.14% ของการค้นหาบน Desktop US เพิ่มขึ้นจาก 6.49% ในม.ค. 2025 แสดงแนวโน้มขยายตัวเร็ว
Q2 2025 เปิดตัว AI Mode สำหรับคำถามซับซ้อน ผู้ใช้สามารถสนทนากับ AI ต่อเนื่องภายใน Google Search
Q3 2025 AI Overviews เริ่มแสดงโฆษณาแบบ native พื้นที่ organic ถูกบีบอัดมากขึ้น ต้องแข่งกับทั้ง AI และ ads
2026 (ปัจจุบัน) AI Overviews กลายเป็นส่วนมาตรฐานของ SERP ส่วนใหญ่ ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวเสียส่วนแบ่ง traffic อย่างมีนัยสำคัญ

กลไกการทำงานของ AI Overviews ที่นักการตลาดต้องเข้าใจ

AI Overviews ทำงานบนโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ของ Google ที่เชื่อมต่อกับดัชนีการค้นหา โดยมีกระบวนการหลัก 3 ขั้นตอน

1. การทำความเข้าใจ Query Intent

ระบบวิเคราะห์ว่าผู้ใช้ต้องการคำตอบประเภทไหน ไม่ใช่แค่จับคำสำคัญ แต่เข้าใจบริบทเต็มของคำถาม เช่น "ควรใช้ Webflow หรือ WordPress สำหรับธุรกิจ B2B" ระบบจะเข้าใจว่าผู้ใช้กำลังเปรียบเทียบแพลตฟอร์มสำหรับ use case เฉพาะ ไม่ใช่แค่หาข้อมูลทั่วไป

2. การรวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูล

AI จะดึงข้อมูลจากหลายแหล่งที่ Google มองว่าน่าเชื่อถือ แล้วสังเคราะห์คำตอบที่ครอบคลุม ไม่ใช่การ copy-paste จากเว็บเดียว แต่เป็นการรวมจุดแข็งของหลายแหล่งมาเป็นคำตอบเดียว ซึ่งหมายความว่าเว็บที่มีข้อมูลเฉพาะทาง (unique data, original research, expert opinion) จะมีโอกาสถูกอ้างอิงมากกว่าเว็บที่เขียนเนื้อหาซ้ำกัน

3. การแสดงผลพร้อมลิงก์อ้างอิง

AI Overviews จะแสดงคำตอบสรุปพร้อมลิงก์ไปยังแหล่งที่มา โดยลิงก์เหล่านี้อาจมาจากเว็บที่อยู่อันดับ 1-10 หรืออาจมาจากเว็บที่อยู่หน้าที่ 2-3 ก็ได้ หากเนื้อหามีคุณค่าเฉพาะทางที่ AI ต้องการ ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับ SEO

ตัวเลขผลกระทบจริงต่อ Organic Traffic และ CTR

การมาถึงของ AI Overviews ไม่ใช่เรื่องคาดเดาอีกต่อไป มีข้อมูลจากการศึกษาหลายสำนักที่ชี้ให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

ตัวชี้วัด ข้อมูล แหล่งที่มา
สัดส่วน queries ที่แสดง AI Overviews 13.14% ของการค้นหาบน US Desktop (มี.ค. 2025) Semrush AI Overviews Study, Jul 2025
อัตราเพิ่มขึ้น จาก 6.49% เป็น 13.14% ในเวลา 2 เดือน (ม.ค.-มี.ค. 2025) Search Engine Land
ผลกระทบต่อ CTR ลดลง 18-64% สำหรับ organic results ใต้ AI Overviews (ขึ้นอยู่กับประเภท query) Authoritas, Seer Interactive Studies
คุณภาพ traffic จาก AI Overviews เวลาบนไซต์เพิ่มขึ้น 15-25%, Bounce rate ลดลง Google Search Central Documentation
อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากสุด สุขภาพ, การเงิน, เทคโนโลยี, ท่องเที่ยว, ร้านอาหาร Search Engine Land, Mar 2025 Core Update Analysis
พฤติกรรมผู้ใช้ ผู้ใช้คลิกลิงก์น้อยลงเมื่อมี AI สรุปใน SERP Pew Research, Jul 2025

สิ่งที่น่าสังเกตคือ แม้ CTR โดยรวมจะลดลง แต่ traffic ที่เข้ามาจาก AI Overviews กลับมีคุณภาพสูงขึ้น เพราะผู้ใช้ที่คลิกผ่าน AI Overviews มักมี intent ที่ชัดเจนกว่า ต้องการข้อมูลเชิงลึก ไม่ใช่แค่คำตอบผิวเผิน

ประเภท Query ไหนได้รับผลกระทบมากที่สุด

ไม่ใช่ทุก query ที่จะแสดง AI Overviews เหมือนกัน การเข้าใจว่า query ประเภทไหนมีความเสี่ยงสูงจะช่วยให้วางแผน content strategy ได้ตรงจุด

ประเภท Query ระดับความเสี่ยง ตัวอย่าง เหตุผล
Informational (What/How/Why) สูงมาก "content marketing คืออะไร", "วิธีทำ SEO" AI สามารถสรุปคำตอบได้ครบถ้วนโดยผู้ใช้ไม่ต้องคลิก
Comparison queries สูง "Webflow vs WordPress", "Shopify vs WooCommerce" AI ดึงข้อมูลเปรียบเทียบจากหลายแหล่งมาสรุปในที่เดียว
Definition/Fact-based สูงมาก "hreflang คืออะไร", "Core Web Vitals" คำตอบที่ตรงไปตรงมา AI จบได้ในย่อหน้าเดียว
YMYL (Your Money Your Life) ปานกลาง-สูง "ลดน้ำหนักอย่างไรให้ปลอดภัย", "ลงทุนอะไรดี" Google ระมัดระวังแต่ AI ยังแสดงในบางกรณี พร้อมข้อจำกัดความรับผิดชอบ
Commercial investigation ปานกลาง "รีวิว hosting ที่ดีที่สุด", "เปรียบเทียบ CMS" AI สรุปภาพรวมได้ แต่ผู้ใช้มักต้องการรายละเอียดเพิ่ม
Navigational ต่ำ "VisionXBrain เข้าสู่ระบบ", "Facebook login" ผู้ใช้ต้องการไปที่เว็บเฉพาะ AI ไม่แทนที่ได้
Transactional ต่ำ-ปานกลาง "ซื้อโดเมน .com", "จ้างทำเว็บไซต์" ผู้ใช้ต้องลงมือซื้อ/สมัคร AI ช่วยแค่แนะนำ
Local queries ปานกลาง "ร้านกาแฟใกล้ฉัน", "บริษัททำเว็บ กรุงเทพ" AI อาจสรุปรายชื่อแต่ผู้ใช้ต้องเลือกร้านเอง

ข้อสังเกตสำคัญ

Query ที่มีความเสี่ยงสูงไม่ได้หมายความว่าต้องเลิกทำ content ประเภทนั้น แต่ต้องเปลี่ยนเป้าหมาย จาก "เป็นผลลัพธ์อันดับ 1" เป็น "เป็นแหล่งที่ AI อ้างอิง" ซึ่งต้องใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างออกไป

E-E-A-T: ปัจจัยชี้ขาดในยุค AI Search

E-E-A-T (Experience, Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness) ไม่ใช่แค่แนวคิดอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดว่า AI Overviews จะอ้างอิงเว็บไหน เพราะ Google ต้องการให้คำตอบที่สร้างจาก AI มีความน่าเชื่อถือ ระบบจึงเลือกแหล่งข้อมูลที่ผ่านเกณฑ์ E-E-A-T อย่างเข้มงวด

องค์ประกอบ E-E-A-T ความหมายในบริบท AI Overviews วิธีเสริมสัญญาณ
Experience (ประสบการณ์) เนื้อหาแสดงว่าผู้เขียนมีประสบการณ์ตรงในเรื่องนั้น แสดง case study จริง, ใส่ screenshots/ข้อมูลเฉพาะ, เขียนจากมุม first-hand experience
Expertise (ความเชี่ยวชาญ) ผู้เขียนมีความรู้ลึกในสาขานั้นจริง แสดงประวัติผู้เขียน, ลิงก์ไปโปรไฟล์ระดับมืออาชีพ, มี author schema, สร้าง topical authority ผ่าน content cluster
Authoritativeness (ความน่าเชื่อถือ) เว็บไซต์เป็นที่ยอมรับในวงการ ได้รับ backlinks จากแหล่งคุณภาพ, มี mentions จากสื่อ, ได้รับ awards/certifications ที่เกี่ยวข้อง
Trustworthiness (ความน่าไว้วางใจ) ข้อมูลถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ อ้างอิงแหล่งข้อมูลชัดเจน, มี HTTPS, แสดงที่อยู่/ช่องทางติดต่อ, มี privacy policy, อัปเดตเนื้อหาสม่ำเสมอ

ทำไม E-E-A-T ถึงสำคัญกว่าเดิม

ก่อนมี AI Overviews ผู้ใช้สามารถคลิกเข้าไปดูเนื้อหาและตัดสินเองว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ แต่ในยุคที่ AI สรุปคำตอบให้ Google ต้องเป็นคนตัดสินแทนว่าจะเลือกอ้างอิงเว็บไหน ซึ่งเกณฑ์ที่ใช้ก็คือ E-E-A-T นั่นเอง

จากข้อมูลของ Semrush พบว่าเว็บที่ถูกอ้างอิงใน AI Overviews บ่อยที่สุดมักมีลักษณะร่วมดังนี้

  • มี Domain Authority สูง (เฉลี่ย 70+)
  • มีเนื้อหาที่อัปเดตสม่ำเสมอ (ไม่เก่ากว่า 12 เดือน)
  • มี structured data ครบถ้วน
  • มี author bio และ credentials ชัดเจน
  • มีข้อมูลเฉพาะ (original research, statistics, case studies)

10 กลยุทธ์ปรับ SEO สำหรับยุค AI Overviews

การปรับตัวไม่ได้หมายถึงการทิ้งหลักการ SEO เดิม แต่เป็นการเสริมเลเยอร์ใหม่เข้าไป นี่คือกลยุทธ์ที่ VisionXBrain ใช้จริงกับลูกค้าและเห็นผลลัพธ์

กลยุทธ์ที่ 1: เขียนเนื้อหาแบบ "Answer-First"

เริ่มทุกบทความหรือทุกหัวข้อด้วยคำตอบตรงประเด็นใน 40-60 คำแรก ก่อนจะขยายรายละเอียด เทคนิคนี้ช่วยให้ AI ดึงคำตอบจากเว็บของคุณได้ง่ายขึ้น เพราะระบบมักเลือกเนื้อหาที่ตอบคำถามตรงและกระชับ

ตัวอย่างที่ดี: แทนที่จะเริ่มด้วย "ในปัจจุบันโลกดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลง..." ให้เริ่มด้วย "Content pruning คือการลบหรือปรับปรุงเนื้อหาที่ไม่มีประสิทธิภาพบนเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มคุณภาพโดยรวมของไซต์และช่วยให้ Google ค้นพบเนื้อหาสำคัญได้เร็วขึ้น"

กลยุทธ์ที่ 2: สร้าง Topical Authority ด้วย Content Clusters

AI Overviews ไม่ได้ดูแค่หน้าเดียว แต่ประเมินความเชี่ยวชาญของทั้งเว็บไซต์ การสร้าง content cluster ที่ครอบคลุมหัวข้อหนึ่งอย่างลึกซึ้ง ช่วยส่งสัญญาณว่าเว็บของคุณเป็น authority ในเรื่องนั้น

ตัวอย่าง: หากต้องการเป็น authority เรื่อง "Webflow" ควรมีบทความครอบคลุมตั้งแต่ Webflow คืออะไร, เทียบกับ WordPress, SEO บน Webflow, Webflow สำหรับ Enterprise ไปจนถึง case studies ต่าง ๆ ทั้งหมดลิงก์ถึงกันอย่างเป็นระบบ

กลยุทธ์ที่ 3: ใส่ข้อมูลเฉพาะที่ AI ไม่สามารถ "แต่ง" ได้

AI Overviews ถนัดในการสรุปข้อมูลทั่วไป แต่จะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาเมื่อเจอข้อมูลเฉพาะ สิ่งที่ทำให้เว็บของคุณถูกอ้างอิงได้แก่

  • Original research: ข้อมูลจากการสำรวจหรือวิเคราะห์ที่คุณทำเอง
  • Case studies: ผลลัพธ์จริงจากโปรเจกต์ของลูกค้า พร้อมตัวเลข
  • Expert quotes: คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ไม่ใช่ข้อมูลทั่วไป
  • ข้อมูลเชิงสถิติ: ตัวเลขที่อ้างอิงได้ เช่น "จากการวิเคราะห์เว็บไซต์กว่า 200 ราย พบว่า..."
  • Step-by-step process: ขั้นตอนเฉพาะทางที่ AI ไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้

กลยุทธ์ที่ 4: จัด Structured Data ให้ครอบคลุม

Structured data ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาของคุณได้ดีขึ้น แม้ Google จะบอกว่าไม่มี schema พิเศษสำหรับ AI Overviews แต่เว็บที่มี structured data ครบมักถูกอ้างอิงบ่อยกว่า เพราะ AI สามารถเข้าใจบริบทได้ง่ายกว่า

Schema ที่ควรใส่ทุกหน้า:

  • Article schema: บอกประเภทบทความ ผู้เขียน วันที่
  • FAQ schema: คำถามที่พบบ่อยพร้อมคำตอบ
  • HowTo schema: สำหรับบทความประเภทวิธีทำ
  • Organization schema: ข้อมูลองค์กร
  • BreadcrumbList: โครงสร้างการนำทาง
  • Product/Review schema: สำหรับหน้าสินค้าและรีวิว

กลยุทธ์ที่ 5: ปรับ Content Format ให้ AI-Friendly

AI Overviews ชอบเนื้อหาที่จัดโครงสร้างชัดเจน สามารถดึงข้อมูลได้ง่าย รูปแบบที่ AI ชอบอ้างอิง:

รูปแบบเนื้อหา เหตุผลที่ AI ชอบ ตัวอย่างการนำไปใช้
ตารางเปรียบเทียบ ข้อมูลจัดระเบียบ ดึงได้ทันที เปรียบเทียบแพลตฟอร์ม CMS, ราคาแพ็คเกจ
Ordered lists / Step-by-step ลำดับชัดเจน AI สรุปง่าย ขั้นตอนทำ SEO Audit, วิธีตั้งค่า hreflang
Definition paragraphs ตอบ "คืออะไร" ได้ตรง ย่อหน้าแรกของทุกหัวข้อสำคัญ
FAQ format คู่คำถาม-คำตอบชัดเจน ส่วน FAQ ท้ายบทความ
Statistics with context ตัวเลขพร้อมคำอธิบาย "CTR ลดลง 18-64% สำหรับ organic results ใต้ AI Overviews"

กลยุทธ์ที่ 6: เน้น Long-tail Keywords และ Conversational Queries

AI Overviews มักแสดงในคำค้นหาที่ซับซ้อนและยาว เพราะเป็นสิ่งที่ AI ถนัดในการสรุป สำหรับ SEO หมายความว่าการกำหนดเป้าหมายคำค้นหาแบบ long-tail ที่มี intent ชัดเจน จะช่วยให้คุณปรากฏในทั้งผลลัพธ์ organic ปกติและเป็นแหล่งอ้างอิงใน AI Overviews

ตัวอย่าง: แทนที่จะเน้นแค่ "SEO" ให้เน้น "วิธีทำ SEO สำหรับเว็บไซต์ B2B ที่ใช้ Webflow" ซึ่งมีแนวโน้มที่ AI จะต้องอ้างอิงแหล่งข้อมูลเฉพาะ

กลยุทธ์ที่ 7: สร้าง Brand Authority ให้ AI "จำ" ได้

เมื่อ AI ต้องเลือกว่าจะอ้างอิงแหล่งไหน แบรนด์ที่มี authority สูงจะได้เปรียบ การสร้าง brand authority ในยุค AI ต้องทำหลายด้านพร้อมกัน

  • สร้าง content ที่ครอบคลุมหัวข้อเฉพาะทางอย่างลึกซึ้ง
  • ได้รับ mentions จากสื่อและเว็บที่มีอิทธิพล
  • มี backlinks จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
  • แสดงตัวตนบน Google Knowledge Panel
  • มี social proof เช่น รีวิว case studies ผลงานที่ตรวจสอบได้

กลยุทธ์ที่ 8: ทำ Content ที่ AI "ไม่สามารถ" แทนที่ได้

มีเนื้อหาบางประเภทที่ AI Overviews ไม่สามารถสรุปแทนได้ และผู้ใช้ยังต้องคลิกเข้าไปดู

  • Interactive tools: เครื่องคำนวณ ROI, เครื่องตรวจสอบ SEO, quiz
  • Templates ที่ดาวน์โหลดได้: checklist, spreadsheet, framework
  • Video content: tutorial, สัมมนา, demo
  • Community content: ฟอรัม, คอมเม้นต์, user-generated content
  • Personalized content: เนื้อหาที่ปรับตามข้อมูลผู้ใช้

กลยุทธ์ที่ 9: Multi-format Content Strategy

AI Mode ของ Google ไม่ได้ดูแค่ text แต่สามารถประมวลผล images, videos, tables, charts ได้ การสร้าง content หลายรูปแบบจะเพิ่มโอกาสที่ AI จะอ้างอิง

  • สร้าง infographic สำหรับข้อมูลเชิงสถิติ
  • ทำ comparison charts สำหรับเนื้อหาเปรียบเทียบ
  • เพิ่ม process diagrams สำหรับ how-to content
  • ใส่ alt text ที่อธิบายภาพได้อย่างสมบูรณ์

กลยุทธ์ที่ 10: วัดผลและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

การวัดผลใน ยุค AI Search ต้องมองกว้างกว่า traffic อย่างเดียว ตัวชี้วัดที่ควรติดตาม:

ตัวชี้วัด เครื่องมือ ความหมาย
AI Overview appearance Semrush, Ahrefs, SE Ranking Keywords ไหนของคุณมี AI Overviews แสดงอยู่
Brand mentions in AI Manual check, AI mention tracking tools แบรนด์คุณถูกอ้างอิงใน AI Overviews หรือไม่
Click quality (Engagement) GA4 (engagement rate, time on page) Traffic ที่เข้ามามีคุณภาพมากขึ้นหรือไม่
Conversion rate by source GA4 conversions Traffic จาก organic ยังคง convert ดีหรือไม่
Search Console impressions vs clicks Google Search Console ถ้า impressions สูงแต่ clicks ลด อาจเป็นผลจาก AI Overviews
Share of Voice Semrush, Ahrefs ส่วนแบ่ง visibility ของคุณในกลุ่มคำค้นหาเป้าหมาย

การตรวจสอบและ Monitor AI Overviews อย่างเป็นระบบ

การรู้ว่าคำค้นหาไหนของคุณแสดง AI Overviews เป็นขั้นตอนแรกที่ต้องทำ ก่อนจะวางแผนปรับปรุงได้

ขั้นตอนการ Monitor

  1. สร้าง keyword tracking list: รวบรวมคำค้นหาเป้าหมายทั้งหมดของคุณ แบ่งตามประเภท (informational, commercial, transactional)
  2. ตรวจสอบ AI Overview appearance: ใช้ Semrush SERP Features หรือ Ahrefs SERP Overview ดูว่าคำค้นหาไหนมี AI Overviews
  3. วิเคราะห์แหล่งอ้างอิง: ดูว่าเว็บไหนถูก AI อ้างอิง เว็บคุณอยู่ในนั้นหรือไม่
  4. เปรียบเทียบ CTR ก่อน-หลัง: ใช้ GSC ดูว่า CTR ของ keyword ที่มี AI Overviews เปลี่ยนไปอย่างไร
  5. ติดตาม traffic quality: ใช้ GA4 ดู engagement metrics ของ traffic จาก organic
  6. ทำรายงานรายเดือน: เปรียบเทียบตัวเลขเดือนต่อเดือน หา trends และจุดที่ต้องปรับ

เครื่องมือแนะนำสำหรับ AI Overview Monitoring

เครื่องมือ ฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้อง ราคาเริ่มต้น
Semrush SERP Features tracking, AI Overview analysis, Position tracking $139.95/เดือน
Ahrefs SERP Overview, AI mentions tracking $129/เดือน
SE Ranking AI Overview tracking, SERP feature monitoring $65/เดือน
Google Search Console CTR analysis, Search appearance ฟรี
Google Analytics 4 Engagement metrics, Conversion tracking ฟรี
Ziptie.dev / AI Overview Tracker เครื่องมือเฉพาะสำหรับ track AI mentions แตกต่างตามแพ็คเกจ

Playbook: ปรับ SEO Strategy ให้ชนะในยุค AI Overviews (21 วัน)

สำหรับทีมที่ต้องการเริ่มปรับตัวทันที นี่คือ playbook 21 วันที่ VisionXBrain ใช้กับลูกค้า

สัปดาห์ที่ 1: Audit และ Benchmark

วัน งาน ผลลัพธ์
วันที่ 1-2 รวบรวม keywords ทั้งหมด ตรวจสอบว่าตัวไหนมี AI Overviews Spreadsheet แบ่งกลุ่ม keywords ตามระดับความเสี่ยง
วันที่ 3 วิเคราะห์ CTR ปัจจุบัน เปรียบเทียบกับ 3 เดือนก่อน รายงาน CTR change สำหรับ keywords ที่ได้รับผลกระทบ
วันที่ 4-5 ตรวจสอบ E-E-A-T signals บนเว็บไซต์ รายการ E-E-A-T gaps ที่ต้องแก้ไข
วันที่ 6-7 ตรวจสอบ structured data ทุกหน้าสำคัญ รายการ schema ที่ขาดหายหรือผิดพลาด

สัปดาห์ที่ 2: Quick Wins

วัน งาน ผลลัพธ์
วันที่ 8-9 เพิ่ม "Answer-First" paragraphs ใน Top 20 pages หน้าสำคัญมีย่อหน้าสรุปที่ AI ดึงได้ง่าย
วันที่ 10-11 แก้ไข structured data ทั้งหมดตามที่ audit พบ Schema ครบถ้วนและ valid ทุกหน้า
วันที่ 12-13 เพิ่ม author bios, credentials, E-E-A-T signals ทุกบทความมีผู้เขียนที่น่าเชื่อถือ
วันที่ 14 อัปเดตเนื้อหาที่เก่าเกิน 6 เดือน เนื้อหาสำคัญทันสมัย

สัปดาห์ที่ 3: Strategic Content

วัน งาน ผลลัพธ์
วันที่ 15-17 สร้าง content ใหม่สำหรับ keywords ที่ AI อ้างอิงคู่แข่ง บทความเชิงลึกที่ดีกว่าแหล่งที่ AI อ้างอิงอยู่
วันที่ 18-19 สร้าง interactive tools / templates สำหรับ high-value keywords เนื้อหาที่ AI ไม่สามารถแทนที่ได้
วันที่ 20-21 ตั้งระบบ monitoring รายเดือน + ทำ baseline report Dashboard สำหรับ track ความก้าวหน้า

ข้อยืนยันจาก Google: หลักการ SEO เดิมยังใช้ได้

ท่ามกลางความกังวลเรื่อง AI Overviews Google ได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า "ไม่มีสิ่งพิเศษที่ต้องทำเพื่อให้ปรากฏใน AI Overviews" หลักการ SEO ที่ดียังคงเป็นรากฐาน

  • สร้างเนื้อหาที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้
  • ทำให้เว็บไซต์โหลดเร็วและใช้งานง่ายบนทุกอุปกรณ์
  • ใช้ structured data อย่างถูกต้อง
  • สร้าง E-E-A-T signals ที่แข็งแรง
  • วัดผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ "เกณฑ์คุณภาพ" ที่สูงขึ้น เนื้อหาที่ "พอใช้ได้" จะไม่เพียงพออีกต่อไป ต้อง "ดีที่สุดในหัวข้อนั้น" จึงจะได้รับทั้งอันดับ organic และการอ้างอิงจาก AI

ผลกระทบเฉพาะสำหรับธุรกิจไทย

ธุรกิจไทยมีบริบทเฉพาะที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม

ภาษาไทยกับ AI Overviews

AI Overviews ในภาษาไทยยังมีความท้าทายเรื่องความถูกต้องมากกว่าภาษาอังกฤษ เพราะข้อมูลฝึก LLM ภาษาไทยมีน้อยกว่า ซึ่งหมายความว่าเว็บไทยที่มีเนื้อหาคุณภาพสูงจะมีโอกาสถูกอ้างอิงมากกว่าในภาษาอังกฤษ เพราะแหล่งข้อมูลน้อยกว่า

อุตสาหกรรมไทยที่ได้รับผลกระทบ

อุตสาหกรรม ระดับผลกระทบ กลยุทธ์ที่แนะนำ
อสังหาริมทรัพย์ ปานกลาง เน้น local content, area guides, ข้อมูลราคาที่อัปเดตบ่อย
สุขภาพ / คลินิก สูง เน้น E-E-A-T ผ่านแพทย์ผู้เขียน, อ้างอิงงานวิจัย, อัปเดตข้อมูลตามแนวปฏิบัติล่าสุด
อีคอมเมิร์ซ ปานกลาง เน้น product reviews ที่มีเนื้อหา, ข้อมูลเฉพาะสินค้า, comparison tables
ท่องเที่ยว / โรงแรม สูง เน้นข้อมูลที่ AI หาไม่ได้ (ประสบการณ์จริง, ราคา real-time, ภาพถ่ายจริง)
B2B / อุตสาหกรรม ต่ำ-ปานกลาง เน้น case studies เฉพาะอุตสาหกรรม, whitepaper, technical content
การเงิน / ลงทุน สูง เน้นข้อมูลอัปเดตรายวัน, ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ, การวิเคราะห์เฉพาะตลาดไทย

อนาคตของ SEO ในยุค AI: สิ่งที่จะเปลี่ยนไปใน 2-3 ปีข้างหน้า

จากแนวโน้มปัจจุบัน สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคตอันใกล้

สิ่งที่จะเปลี่ยนไป

  • AI Overviews จะครอบคลุมมากขึ้น: จากปัจจุบัน 13% อาจเพิ่มเป็น 30-50% ของ queries ทั้งหมด
  • AI Mode จะเป็นทางเลือกหลัก: ผู้ใช้จำนวนมากจะเลือก "ถาม AI" แทนที่จะ "ค้นหา" แบบเดิม
  • Zero-click searches จะเพิ่มขึ้น: สัดส่วน queries ที่ไม่มีการคลิกจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • Brand signals สำคัญมากขึ้น: AI จะเลือกอ้างอิงแบรนด์ที่ "รู้จัก" มากกว่าเว็บที่ไม่คุ้นเคย
  • Content quality bar จะสูงขึ้น: เนื้อหา "ธรรมดา" จะถูก AI สรุปแทน เหลือแค่เนื้อหา "โดดเด่น" ที่ยังได้ clicks

สิ่งที่จะยังคงเหมือนเดิม

  • หลักการ SEO พื้นฐาน: Technical SEO, content quality, backlinks ยังคงสำคัญ
  • User intent: การเข้าใจว่าผู้ใช้ต้องการอะไรยังเป็นหัวใจของ SEO
  • E-E-A-T: ยิ่งนานยิ่งสำคัญ ไม่ใช่ลดลง
  • Technical foundation: เว็บที่โหลดเร็ว, mobile-friendly, ปลอดภัย ยังเป็นสิ่งจำเป็น
  • Conversion optimization: แม้จะได้ traffic น้อยลง การทำให้ traffic ที่มี convert ดีขึ้นยิ่งสำคัญ

สรุป: SEO ไม่ตาย แต่ SEO ที่ "ธรรมดา" จะตาย

Google SGE / AI Overviews ไม่ได้ทำลาย SEO แต่ยกระดับมาตรฐาน ธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จในยุคนี้คือธุรกิจที่

  • สร้างเนื้อหาที่ดีจริง มีข้อมูลเฉพาะ ไม่ใช่เขียนซ้ำจากคนอื่น
  • มี E-E-A-T แข็งแรง แสดงความเชี่ยวชาญได้จริง
  • จัด technical SEO ให้ดีเยี่ยม ตั้งแต่ structured data ไปจนถึง Core Web Vitals
  • วัดผลอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ดู rankings แต่ดู engagement, conversions, brand mentions
  • ปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่ยึดติดกับวิธีเดิม

ที่ VisionXBrain เราช่วยลูกค้าวาง SEO Strategy ที่ไม่แค่ "ติดอันดับ" แต่ "เป็นแหล่งที่ AI อ้างอิง" ด้วย เพราะในอนาคต 2 สิ่งนี้จะแยกกันไม่ออก

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Google SGE คืออะไร แตกต่างจาก AI Overviews อย่างไร

Google SGE (Search Generative Experience) คือชื่อเดิมของฟีเจอร์ที่ Google ใช้ AI สร้างคำตอบสรุปในหน้าผลค้นหา ปัจจุบัน Google เปลี่ยนชื่อเป็น AI Overviews อย่างเป็นทางการ ทั้งสองคือสิ่งเดียวกัน โดยระบบจะดึงข้อมูลจากหลายเว็บไซต์มาสังเคราะห์เป็นคำตอบเดียว แสดงไว้ด้านบนสุดของ SERP พร้อมลิงก์อ้างอิงไปยังแหล่งที่มา

AI Overviews ส่งผลกระทบต่อ traffic เว็บไซต์มากแค่ไหน

จากข้อมูลหลายสำนัก CTR ของ organic results ที่อยู่ใต้ AI Overviews ลดลง 18-64% ขึ้นอยู่กับประเภท query อย่างไรก็ตาม traffic ที่เข้ามาจาก AI Overviews มีคุณภาพสูงขึ้น โดย Google ระบุว่าผู้ใช้ใช้เวลาบนไซต์มากขึ้นและ bounce rate ลดลง ดังนั้นแม้ปริมาณอาจลดลง แต่คุณภาพกลับดีขึ้น

ต้องทำอะไรพิเศษเพื่อให้ปรากฏใน AI Overviews หรือไม่

Google ยืนยันว่าไม่มีเทคนิคหรือ schema พิเศษสำหรับ AI Overviews หลักการ SEO ที่ดียังคงใช้ได้ แต่ต้องเน้นเนื้อหาที่มีข้อมูลเฉพาะ, E-E-A-T ที่แข็งแรง, structured data ที่ครบถ้วน, และเนื้อหาที่จัดโครงสร้างแบบ Answer-First เพื่อให้ AI ดึงข้อมูลได้ง่าย

ธุรกิจขนาดเล็กจะแข่งขันกับเว็บใหญ่ในยุค AI Overviews ได้อย่างไร

ธุรกิจขนาดเล็กมีข้อได้เปรียบเรื่องความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง AI Overviews ไม่ได้เลือกแค่เว็บใหญ่ แต่เลือกเว็บที่มีข้อมูลเฉพาะที่ AI ต้องการ ให้เน้นสร้าง original research, case studies จากประสบการณ์จริง, ข้อมูลเชิงลึกที่เว็บใหญ่ไม่มี และสร้าง topical authority ในหัวข้อเฉพาะของคุณ

SEO จะตายในอนาคตเพราะ AI หรือไม่

SEO จะไม่ตาย แต่จะเปลี่ยนรูปแบบ จาก "ทำให้ติดอันดับ" เป็น "ทำให้เป็นแหล่งที่ AI อ้างอิง" ธุรกิจที่สร้างเนื้อหาคุณภาพสูง มี E-E-A-T แข็งแรง และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง จะยังได้รับ organic traffic อยู่ สิ่งที่จะตายคือ SEO แบบเดิมที่เน้นแค่ keyword stuffing หรือเนื้อหาผิวเผินที่ไม่มีคุณค่าจริง

บทความแนะนำ

แชร์

Recent Blog

ทำไมการปรับปรุงเว็บไซต์ E-commerce ถึงช่วยเพิ่มยอดขายได้ทันที
ทำไมการปรับปรุงเว็บไซต์ E-commerce ถึงช่วยเพิ่มยอดขายได้ทันที

เว็บของคุณไม่สามารถสร้างยอดขาย? ปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อแก้ปัญหานี้ และเรียนรู้วิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทันที...

5 เทคนิคการออกแบบเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ Startups ที่ช่วยเพิ่มอัตราการแปลงลูกค้า
5 เทคนิคออกแบบเว็บไซต์ Startup ที่เพิ่มยอดขาย 2026

เคยรู้สึกไหมว่าเว็บไซต์ของคุณไม่สามารถดึงดูดลูกค้าได้? ลองศึกษา 5 เทคนิคที่ช่วยให้คุณสามารถปรับปรุงเว็บไซต์ให้ดียิ่งขึ้นและเพิ่มอัตราการแปลงลูกค้าได้อย่างแท้จริง อ่านต่อ...

ทำไมเลือก Webflow Design Development เพื่อเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย?
ทำไมเลือก Webflow Design Development เพื่อเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย?

เคยรู้สึกหงุดหงิดเมื่อเว็บไซต์โหลดช้าใช่ไหม? ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการออกแบบที่ถูกต้อง อ่านต่อเพื่อค้นหาวิธีที่คุณจะเปลี่ยนประสบการณ์ผู้ใช้!