การย้ายเว็บไซต์ (Website Migration) เป็นหนึ่งในงานที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในวงการ SEO หนึ่งความผิดพลาดเล็กน้อยอาจทำให้อันดับค้นหาที่สร้างมาหลายปีหายไปในพริบตา บทความนี้รวบรวม checklist ฉบับสมบูรณ์สำหรับการย้ายเว็บใหม่แบบไร้ปัญหา อันดับไม่ตก จากประสบการณ์จริงที่ผ่านการ migrate เว็บไซต์มาแล้วกว่า 80 โปรเจกต์

ประเภทการย้ายเว็บไซต์

ก่อนเริ่ม migration คุณต้องเข้าใจก่อนว่าคุณกำลังจะย้ายแบบไหน เพราะแต่ละประเภทมีความเสี่ยงและขั้นตอนที่แตกต่างกัน

1. Platform Migration

การเปลี่ยน CMS หรือระบบเว็บไซต์ เช่น WordPress ไป Webflow, Shopify ไป WooCommerce, หรือ custom PHP ไป Next.js ประเภทนี้มีความเสี่ยงสูงเพราะ URL structure, template system, และ technical setup เปลี่ยนแปลงทั้งหมด

2. Domain Migration

การเปลี่ยนชื่อโดเมน เช่น oldsite.com ไป newsite.com หรือ site.co.th ไป site.com ประเภทนี้ส่งผลกระทบต่อ brand authority, backlinks, และ domain trust ที่สะสมมา

3. URL Structure Migration

การเปลี่ยน URL pattern โดยยังใช้โดเมนเดิม เช่น site.com/page.html ไป site.com/page/ หรือ site.com/category/product/ ไป site.com/product/ ประเภทนี้ดูเล็กแต่มี impact ต่อ internal linking และ sitemap ทั้งหมด

4. Protocol Migration

การเปลี่ยน HTTP ไป HTTPS หรือ www ไป non-www ประเภทนี้เป็น technical change ที่มี impact น้อยที่สุดถ้าทำถูกต้อง แต่ถ้าทำผิดจะทำให้ duplicate content

5. Design/Content Migration

การออกแบบเว็บใหม่ทั้งหมดโดย URL structure เหมือนเดิม ประเภทนี้มีความเสี่ยงต่ำที่สุด แต่ต้องระวังเรื่อง on-page SEO elements และ Core Web Vitals

ประเภท ความเสี่ยง ระยะเวลา Recovery
Platform Migration สูงมาก 3-6 เดือน
Domain Migration สูงมาก 6-12 เดือน
URL Structure ปานกลาง-สูง 2-4 เดือน
Protocol (HTTP→HTTPS) ต่ำ 2-4 สัปดาห์
Design/Content ต่ำ-ปานกลาง 2-6 สัปดาห์

Pre-Migration Checklist

ขั้นตอนก่อนย้ายเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าคุณพลาดตรงนี้ คุณจะไม่มีข้อมูลมา benchmark และไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้

Phase 1: Crawl และสำรองข้อมูลเว็บเก่า

  • Crawl ทั้งเว็บด้วย Screaming Frog หรือ Sitebulb บันทึก URL ทั้งหมด, meta title/description, H1, response code, canonical tags, hreflang, internal/external links, image alt text ทุกหน้า Export เป็น CSV และเก็บไว้
  • ดาวน์โหลด XML sitemap เดิม และเปรียบเทียบกับผลที่ crawl ได้ว่าตรงกันไหม
  • บันทึก robots.txt เดิม เช็คว่ามี disallow rules อะไรบ้าง
  • Export Google Analytics data 12 เดือนย้อนหลัง เก็บข้อมูล traffic by page, sessions, bounce rate, conversion rate, top landing pages
  • Export Google Search Console data 16 เดือน เก็บ impressions, clicks, CTR, average position by page และ by query
  • สำรอง database และไฟล์ทั้งหมด มี full backup อย่างน้อย 2 ที่ (server + cloud)

Phase 2: สร้าง URL Mapping Plan

  • จับคู่ URL เก่า → URL ใหม่ทุกหน้า ทำเป็น spreadsheet 3 คอลัมน์ Old URL | New URL | Redirect Type (301/302/410)
  • กำหนดว่าหน้าไหนจะ 301, 302, หรือ 410 Gone หน้าที่เอาออก (discontinued product, outdated content) ใช้ 410 แทน 404
  • ตรวจสอบหน้าที่มี traffic สูง จาก GA/GSC ห้ามพลาดหน้าเหล่านี้ในการทำ redirect
  • ตรวจสอบหน้าที่มี backlinks คุณภาพ ใช้ Ahrefs, Moz, หรือ Semrush ดู referring domains ห้ามให้หน้าเหล่านี้ redirect ผิด
  • ระบุ redirect chains และ loops เช็คว่า redirect path ไม่เกิน 3 hops (A → B → C → D = 3 hops, ต้องลดเหลือ A → D)

Phase 3: เตรียม Technical Setup

  • ตั้งค่า staging environment ห้าม migrate บน production โดยตรง ต้องมี subdomain หรือ temp domain สำหรับทดสอบก่อน
  • ติดตั้ง SSL certificate สำหรับเว็บใหม่ ถ้าเป็น HTTPS migration
  • ตรวจสอบ DNS settings เช็ค TTL (Time To Live) ลดเหลือ 300-600 วินาทีก่อน migrate จะได้ rollback เร็วถ้ามีปัญหา
  • ทดสอบ server performance เว็บใหม่ต้อง handle traffic ได้เท่าเดิมหรือมากกว่า ทดสอบด้วย load testing tool
  • ตรวจสอบ canonical tags, hreflang, meta robots ทุกหน้าบนเว็บใหม่

Phase 4: Benchmark KPIs

  • บันทึก organic traffic baseline เฉลี่ย 30/60/90 วันย้อนหลัง
  • บันทึก keyword rankings อย่างน้อย top 100 keywords ด้วย Semrush หรือ Ahrefs
  • บันทึก Core Web Vitals LCP, FID, CLS จาก PageSpeed Insights
  • บันทึก conversion rate และ revenue 30/60/90 วันย้อนหลัง
  • บันทึก indexed pages จำนวนหน้าที่ Google index ได้จาก GSC

During Migration Checklist

วันที่ย้ายจริง ต้องทำอย่างรวดเร็วและมีแผน rollback พร้อมตลอดเวลา แนะนำให้ migrate ในวันธรรมดาเช้าตรู่ (02:00-05:00) ที่ traffic ต่ำที่สุด

Phase 5: Go-Live Process

  • ตั้ง maintenance mode หน้า maintenance ต้อง return 503 Service Unavailable พร้อม Retry-After header
  • Deploy เว็บใหม่ อัพโหลดไฟล์, migrate database, test ทุก function
  • ติดตั้ง 301 redirects ตาม URL mapping plan ทดสอบ redirect ทุกเส้นด้วย redirect checker tool
  • อัพเดท internal links เปลี่ยน link ภายในเว็บทั้งหมดจาก URL เก่าเป็น URL ใหม่ อย่าปล่อยให้ internal link ต้องผ่าน redirect
  • อัพเดท canonical tags ทุกหน้าต้อง point ไปที่ URL ใหม่ที่ถูกต้อง
  • อัพเดท hreflang tags ถ้าเว็บมีหลายภาษา
  • ตรวจสอบ robots.txt เอา disallow ออกถ้าเป็น staging, เปิด crawling สำหรับหน้าที่ต้องการ
  • อัพโหลด XML sitemap ใหม่ และอัพเดท sitemap URL ใน robots.txt
  • เปลี่ยน DNS point domain ไปที่ server ใหม่ รอ propagation 15-60 นาที
  • ลบ maintenance mode เปิดเว็บให้ users เข้าถึงได้

ทดสอบทันทีหลัง Go-Live

  • Crawl เว็บใหม่ด้วย Screaming Frog เช็ค 404, redirect chains, broken links ภายใน 15 นาทีหลัง go-live
  • ทดสอบ page load speed ด้วย PageSpeed Insights อย่างน้อย 5 หน้าสำคัญ
  • ทดสอบ mobile responsiveness บนอุปกรณ์จริง iOS และ Android
  • ทดสอบ conversion funnel ลอง checkout, form submission, registration ว่าใช้งานได้
  • ตรวจสอบ analytics tracking เข้า GA Real-Time report เช็คว่า tracking ทำงาน

Post-Migration Checklist

หลังย้ายเว็บเสร็จ งานยังไม่จบ คุณต้องติดตามผลอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 90 วันเพื่อจับปัญหาและแก้ไขทันเวลา

Phase 6: วันที่ 1-7 หลัง Migration

  • Submit sitemap ใน Google Search Console บังคับ Google recrawl เว็บทั้งหมด
  • Submit URL ของหน้าสำคัญผ่าน URL Inspection Tool ของ GSC อย่างน้อย top 20 หน้า
  • เช็ค GSC Coverage report ทุกวัน ดูว่ามี error, 404, redirect เพิ่มขึ้นหรือไม่
  • Monitor 404 errors ติดตั้ง 404 monitoring plugin หรือใช้ server log วันแรกจะมี 404 เยอะ ต้องเพิ่ม redirect ให้ทัน
  • เช็ค traffic ทุกวัน เทียบกับ baseline ถ้าลดเกิน 30% ต้องสืบสวนทันที
  • เช็ค conversion rate ทุกวัน ถ้าลดเกิน 20% มีปัญหา UX หรือ technical

Phase 7: สัปดาห์ที่ 2-4 หลัง Migration

  • ตรวจสอบ indexing status เปรียบเทียบจำนวนหน้าที่ถูก index กับก่อน migrate
  • เช็ค keyword rankings ทุกสัปดาห์ ถ้าคีย์เวิร์ดสำคัญตกเกิน 10 อันดับ ต้องแก้
  • แก้ไข backlinks ที่สำคัญ ติดต่อเจ้าของเว็บที่ link มาให้เปลี่ยนเป็น URL ใหม่ เพื่อลด redirect hops
  • ตรวจสอบ Core Web Vitals ใน GSC ต้องไม่แย่ลงจากก่อน migrate
  • Update Google My Business และ local citations ถ้าเปลี่ยนโดเมน
  • Update social media profiles เปลี่ยน website URL ใน Facebook, Instagram, LinkedIn

Phase 8: เดือนที่ 2-3 หลัง Migration

  • เทียบ organic traffic กับ baseline ถ้ายังลดอยู่เกิน 15% มีปัญหาที่ต้องแก้
  • เทียบ conversion rate กับ baseline ต้องกลับมาใกล้เดิมภายใน 60 วัน
  • เช็ค page load speed อีกครั้ง บางครั้งช้าลงเมื่อ traffic เพิ่ม
  • ทำ content audit หาหน้าที่ traffic ตกมาก ปรับ content/SEO ใหม่
  • เพิ่ม internal links ไปยังหน้าใหม่ที่ยัง index ไม่เต็มที่

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีแก้

1. ลืมทำ 301 Redirect สำหรับหน้าเล็กๆ

หลายคนทำ redirect แค่หน้าหลัก แต่ลืมหน้า blog post เก่าๆ, category pages, tag pages ซึ่งอาจมี backlinks และ traffic สำคัญ

วิธีแก้: Crawl เว็บเก่าทั้งหมดด้วย Screaming Frog ครอบคลุมทุกหน้าที่ Google index ได้ และสร้าง redirect rule แบบ wildcard สำหรับ pattern ที่เหมือนกัน

2. Internal Links ยังชี้ไปที่ URL เก่า

เว็บใหม่ทำ redirect ถูกต้องแล้ว แต่ internal link ยังเป็น URL เก่า ทำให้ทุก click ต้องผ่าน redirect เสียเวลา

วิธีแก้: Find & Replace ใน database หรือใช้ plugin เช่น Better Search Replace (WordPress) หรือ script ค้นหาและแทนที่ URL ทุกจุด

3. Canonical Tags ชี้ผิด

Canonical tag บนหน้าใหม่ยังชี้ไปที่ URL เก่า หรือชี้ไปที่หน้าอื่นผิดๆ

วิธีแก้: Crawl ด้วย Screaming Frog filter เฉพาะ canonical tags ตรวจสอบว่าทุกหน้าชี้ self-canonical ถูกต้อง

4. Robots.txt Block Google โดยไม่ตั้งใจ

ลืมลบ disallow rules ที่เหลือจาก staging environment ทำให้ Google crawl ไม่ได้

วิธีแก้: เช็ค robots.txt ทันทีหลัง go-live และใช้ GSC Robots Testing Tool ทดสอบว่า Googlebot เข้าถึงหน้าสำคัญได้

5. Sitemap ไม่อัพเดท

Sitemap ยังมี URL เก่า หรือไม่มีหน้าใหม่ครบ

วิธีแก้: Generate sitemap ใหม่จากเว็บใหม่ทันที และ submit ใน GSC วันแรก

6. Page Load Speed ช้าลง

Platform ใหม่ใช้ resource มากกว่าเดิม หรือ image ไม่ optimize

วิธีแก้: ใช้ image CDN, lazy loading, minify CSS/JS, enable browser caching ตรวจสอบด้วย PageSpeed Insights และ GTmetrix

7. Mobile Responsiveness พัง

เว็บใหม่ดูดีบนเดสก์ท็อป แต่พังบนมือถือ ทำให้ users bounce สูง

วิธีแก้: ทดสอบบนอุปกรณ์จริง iOS/Android หลายรุ่น ใช้ Google Mobile-Friendly Test

8. Analytics Tracking หาย

ลืมติด GA4 tag, Facebook Pixel, Google Tag Manager บนเว็บใหม่

วิธีแก้: ทดสอบ tracking ทันทีด้วย GA Real-Time report และ Google Tag Assistant extension

เคล็ดลับจากประสบการณ์จริง

1. ย้ายทีละส่วน ถ้าเว็บใหญ่มาก

เว็บที่มีหลักหมื่นหน้าไม่ควร migrate ครั้งเดียวทั้งหมด แบ่งเป็น section เช่น migrate blog ก่อน → สัปดาห์หน้า migrate products → สัปดาห์หน้า migrate support pages ทำให้ควบคุมความเสี่ยงได้ดีกว่า

2. เก็บเว็บเก่าไว้อย่างน้อย 6 เดือน

อย่า shutdown server เก่าทันที เก็บเว็บเก่าไว้ใน subdomain หรือ staging เผื่อต้อง rollback หรือดึงข้อมูลย้อนหลัง

3. ทำ 410 Gone สำหรับหน้าที่เอาออกจริงๆ

ถ้าหน้าเก่าไม่มีหน้าทดแทนในเว็บใหม่ (เช่น product discontinued, blog post ลบทิ้ง) ใช้ 410 Gone แทน 404 Not Found เพื่อบอก Google ว่าหน้านี้หายไปตลอดกาล ไม่ต้องกลับมา crawl

4. ใช้ regex สำหรับ redirect rules

ถ้ามี URL pattern ที่เหมือนกัน เช่น blog post ทั้งหมดย้ายจาก /blog/{slug}/ ไป /articles/{slug}/ ใช้ regex redirect แทนการทำทีละ URL จะประหยัดเวลามหาศาล

5. Monitor ด้วย Uptime Robot

ติดตั้ง uptime monitoring ก่อน migration จะได้รู้ทันทีถ้าเว็บล่มหรือ response time ช้า

เครื่องมือที่แนะนำ

เครื่องมือ ใช้ทำอะไร ราคา
Screaming Frog SEO Spider Crawl เว็บทั้งหมด, ตรวจสอบ redirect, broken links £149/year
Sitebulb Technical SEO audit + visualization $35-70/month
Ahrefs / Semrush Backlink analysis, keyword tracking $99-199/month
Google Search Console Index status, coverage report, submit sitemap ฟรี
Redirect Path (Chrome Extension) ตรวจสอบ redirect ทีละ URL ฟรี
PageSpeed Insights วัด Core Web Vitals ฟรี
GTmetrix Performance testing ฟรี-$14.95/month
Uptime Robot Uptime monitoring ฟรี-$7/month

กรณีศึกษา: E-commerce Site ย้ายจาก Magento ไป Shopify

เว็บขายของออนไลน์ขนาดกลางที่มี 2,400 หน้าสินค้า และ 850 blog posts ต้องการย้ายจาก Magento (เซิร์ฟเวอร์ช้า ค่าดูแลสูง) ไป Shopify (ง่ายกว่า รวดเร็วกว่า)

ก่อนย้าย

  • Organic traffic: 35,000 sessions/month
  • Conversion rate: 2.8%
  • Page load time: 4.2 วินาที
  • Indexed pages: 3,180 หน้า

สิ่งที่ทำ

  • Crawl Magento site ด้วย Screaming Frog export URL ทั้งหมด 3,250 URLs
  • สร้าง URL mapping spreadsheet จับคู่ product URLs, collection URLs, blog URLs
  • ติดตั้ง Shopify บน staging subdomain ทดสอบ 2 สัปดาห์ก่อน go-live
  • ใช้ Transporter app ย้าย products, customers, orders จาก Magento
  • สร้าง 301 redirect rules 3,250 rules ใน Shopify (ใช้ CSV bulk import)
  • อัพเดท internal links ทั้งหมดใน blog posts และ product descriptions
  • ติดตั้ง Shopify apps สำหรับ SEO: Smart SEO, JSON-LD for SEO
  • Go-live วันพุธ 03:00 น. traffic ต่ำสุด

ผลลัพธ์หลัง 90 วัน

  • Organic traffic: 33,500 sessions/month (ลด 4.3% จากเดิม แต่ recover ภายใน 90 วัน)
  • Conversion rate: 3.6% (เพิ่ม 28% เพราะ checkout ไวกว่า)
  • Page load time: 1.8 วินาที (ไวขึ้น 57%)
  • Indexed pages: 3,150 หน้า (ลด 30 หน้าที่เป็น duplicate content)
  • Revenue เพิ่ม 22% เพราะ conversion rate ดีขึ้นแม้ traffic ลดเล็กน้อย

สรุป

Website migration ที่ประสบความสำเร็จมาจากการเตรียมตัวอย่างละเอียด ทำ checklist ทุกขั้นตอน และติดตามผลอย่างใกล้ชิดหลังย้าย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ:

  • Crawl และสำรองข้อมูลเว็บเก่าทั้งหมดก่อน migrate
  • สร้าง URL mapping plan ที่ครบถ้วน ไม่พลาดหน้าสำคัญ
  • ทำ 301 redirects ถูกต้อง และอัพเดท internal links
  • ทดสอบบน staging ก่อน go-live
  • Monitor traffic, indexing, และ conversion rate อย่างใกล้ชิด 90 วันแรก
  • เก็บเว็บเก่าไว้อย่างน้อย 6 เดือนเผื่อ rollback

การ migrate ที่ดีควรมี organic traffic drop ไม่เกิน 5-10% ในเดือนแรก และ recover กลับมาใกล้เดิมภายใน 60-90 วัน ถ้าคุณเห็น traffic ลดเกิน 20% ในสัปดาห์แรก แสดงว่ามีปัญหาที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Website migration ใช้เวลานานเท่าไหร่

ขึ้นอยู่กับขนาดเว็บและประเภทการย้าย เว็บเล็ก 100-500 หน้าใช้เวลาเตรียมตัว 2-4 สัปดาห์ go-live 1 วัน และติดตามผล 90 วัน เว็บกลาง 500-5,000 หน้าใช้เวลา 4-8 สัปดาห์เตรียมตัว เว็บใหญ่ 5,000+ หน้าอาจใช้เวลา 3-6 เดือน ส่วน recovery time ที่ traffic และ ranking กลับมาใกล้เดิมจะใช้เวลา 60-90 วันสำหรับ platform หรือ URL structure migration และ 6-12 เดือนสำหรับ domain migration

301 redirect กับ 302 redirect ต่างกันอย่างไร

301 redirect คือ permanent redirect บอก search engine ว่าหน้านี้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่ตลอดกาล ให้โอน authority และ ranking ไปที่หน้าใหม่ 302 redirect คือ temporary redirect บอกว่าย้ายชั่วคราว ไม่โอน authority สำหรับ website migration ต้องใช้ 301 ทุกครั้ง ห้ามใช้ 302 เด็ดขาด เพราะจะทำให้ ranking ไม่ถูกโอนไปยังหน้าใหม่ มีเพียงกรณีเดียวที่ใช้ 302 คือเมื่อคุณต้องการทดสอบหน้าใหม่ชั่วคระเท่านั้น

ต้องทำ redirect ทุกหน้าหรือไม่

ต้องทำ redirect สำหรับหน้าที่ Google index ได้ทั้งหมด หน้าที่มี organic traffic หน้าที่มี backlinks และหน้าที่ผู้ใช้งาน bookmark ไว้ อาจมี ใช้ Screaming Frog crawl เว็บเก่าเพื่อหาหน้าทั้งหมด และ export Google Analytics data เพื่อดูหน้าที่มี traffic สำหรับหน้าที่ไม่มีทั้ง traffic และ backlinks และไม่ถูก index คุณอาจเลือก return 410 Gone หรือ 404 แทนก็ได้ แต่แนะนำให้ทำ redirect ครบทุกหน้าจะปลอดภัยที่สุด

ควรย้ายเว็บวันไหนดีที่สุด

ย้ายในวันธรรมดาตอนเช้าตรู่ 02:00-05:00 ที่ traffic ต่ำที่สุด หลีกเลี่ยงวันศุกร์บ่ายและวันหยุดสุดสัปดาห์เพราะถ้ามีปัญหาคุณไม่สามารถแก้ไขได้ทัน หลีกเลี่ยงช่วง peak season ของธุรกิจ เช่น Black Friday สำหรับ E-commerce หรือช่วงปิดเทอมสำหรับเว็บการศึกษา นอกจากนี้ควรมีทีมงาน technical พร้อมตลอด 24 ชั่วโมงแรกหลัง go-live เพื่อแก้ปัญหาฉุกเฉิน

ถ้า traffic ตกมากหลัง migration ต้องทำอย่างไร

ตรวจสอบทันทีว่า 301 redirects ทำงานถูกต้องหรือไม่ ใช้ Screaming Frog crawl เว็บใหม่ดูว่ามี 404 errors, redirect chains, หรือ redirect loops ตรวจสอบ Google Search Console Coverage report ว่ามี indexing errors หรือ pages blocked by robots.txt ตรวจสอบว่า canonical tags ชี้ถูกต้อง และ sitemap อัพเดทแล้ว ถ้าทุกอย่างถูกต้องแต่ traffic ยังตก อาจเป็นเพราะ page load speed ช้าลง หรือ mobile UX แย่ลง ใช้ PageSpeed Insights และ Google Mobile-Friendly Test ตรวจสอบ ถ้าพบปัญหาร้ายแรงและแก้ไม่ทัน ให้พิจารณา rollback ไปใช้เว็บเก่าก่อน


บทความแนะนำ