🔥 แค่ 5 นาที เปลี่ยนมุมมองได้เลย

Shopify vs WooCommerce: เลือกแบบไหนในปี 2025?

ยาวไป อยากเลือกอ่าน?

การเลือกแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ปี 2025 ไม่ใช่เรื่องง่าย Shopify vs WooCommerce เป็นคำถามที่เจ้าของธุรกิจถามเราบ่อยที่สุด ทั้งสองแพลตฟอร์มถูกใช้งานโดยล้านธุรกิจทั่วโลก แต่มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างชัดเจน บทความนี้เปรียบเทียบทุกมิติที่คุณต้องรู้ พร้อมตัวเลขจริงและตารางเปรียบเทียบ feature-by-feature

Shopify vs WooCommerce: ภาพรวมแพลตฟอร์ม

Shopify คือแพลตฟอร์ม SaaS (Software as a Service) ที่ให้คุณสมัครและเริ่มขายได้ทันที ไม่ต้องจัดการเซิร์ฟเวอร์เองหรือติดตั้งอะไร WooCommerce เป็น Plugin ของ WordPress ที่ให้คุณเป็นเจ้าของระบบทั้งหมด แต่ต้องจัดการ Hosting และ Security เอง

เกณฑ์ Shopify WooCommerce
รูปแบบ SaaS (ครบจบในที่เดียว) Plugin WordPress (ควบคุมเองทั้งหมด)
ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น $29-299/เดือน + Transaction Fee 0.5-2% ฟรี (แต่ต้องจ่าย Hosting ~$15-100/เดือน)
ความยาก ง่าย — ไม่ต้องเขียนโค้ด ปานกลาง — ต้องติดตั้ง + จัดการ Hosting
เจ้าของระบบ Shopify (คุณเช่าใช้) คุณ (เป็นเจ้าของทั้งหมด)
Hosting รวมอยู่ในค่าแพ็กเกจ ต้องจัดการเอง (Bluehost, SiteGround, AWS)
Security Shopify ดูแลให้ทั้งหมด (SSL, PCI) ต้องติดตั้ง SSL + อัพเดท Plugin เอง
ปรับแต่งดีไซน์ ปรับแต่งได้แต่จำกัดกรอบ เปลี่ยนได้ 100% (ถ้าเขียนโค้ดเป็น)
Scalability ดีเยี่ยม — รองรับ traffic สูง ขึ้นกับ Hosting (ต้องอัพเกรดเองเมื่อ traffic เพิ่ม)

เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระยะยาว: Shopify vs WooCommerce

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย: "WooCommerce ฟรี" หมายความว่าถูกกว่า Shopify เสมอ ความจริงไม่ใช่เลย

Shopify: ค่าใช้จ่ายโปร่งใส คาดการณ์ได้

  • Basic Plan ($29/เดือน): ร้านเล็ก, Transaction Fee 2% ถ้าไม่ใช้ Shopify Payments
  • Shopify Plan ($79/เดือน): ร้านกลาง, Transaction Fee 1%
  • Advanced Plan ($299/เดือน): ร้านใหญ่, Transaction Fee 0.5%
  • ค่าอื่นๆ: Apps (~$50-200/เดือน), Theme Premium ($180-350 ครั้งเดียว)

ตัวอย่างร้านขาย $50,000/เดือน (Shopify Basic): $29 (แพ็กเกจ) + $100 (apps) + $1,000 (2% transaction fee) = $1,129/เดือน

WooCommerce: ค่าใช้จ่ายแปรผัน ขึ้นกับ Traffic

  • Hosting: $15-100/เดือน (เริ่มต้น) → $200-500/เดือน (เมื่อ traffic เพิ่ม)
  • SSL Certificate: $50-200/ปี (หรือฟรีจาก Let's Encrypt)
  • Theme Premium: $50-200 ครั้งเดียว
  • Plugins: $50-300/ปี (SEO, Security, Speed)
  • Payment Gateway: 2-3% ต่อธุรกรรม (เหมือน Shopify)
  • Developer: $2,000-10,000 (ถ้าต้องการ custom)

ตัวอย่างร้านขาย $50,000/เดือน (WooCommerce): $100 (hosting) + $30 (plugins) + $1,250 (2.5% payment fee) = $1,380/เดือน (ไม่รวมค่า developer)

สรุปค่าใช้จ่าย:
  • ร้านเล็ก (ยอดขาย <$10,000/เดือน) → WooCommerce ถูกกว่า
  • ร้านกลาง-ใหญ่ (ยอดขาย >$30,000/เดือน) → Shopify คุ้มกว่า
  • WooCommerce ถูกกว่าตอนเริ่มต้น แต่อาจแพงกว่าเมื่อธุรกิจโต (ต้องจ้าง developer + อัพเกรด hosting)

ความง่ายในการใช้งาน: ใครชนะ?

Shopify: ใช้งานได้ทันที ไม่ต้องเขียนโค้ด

  1. สมัครและตั้งค่า: 15-30 นาที (กรอกข้อมูล, เลือก Theme, เพิ่มสินค้า)
  2. เพิ่มสินค้า: Dashboard ที่เข้าใจง่าย พร้อม Bulk Upload ผ่าน CSV
  3. ตั้งค่าการชำระเงิน: เชื่อมต่อ Shopify Payments, Stripe, PayPal ใน 5 นาที
  4. ดีไซน์หน้าร้าน: Drag & Drop Theme Customizer (ไม่ต้องเขียนโค้ด)
  5. จัดการคำสั่งซื้อ: ระบบ Order Management ครบจบในที่เดียว

เหมาะกับ: มือใหม่, เจ้าของธุรกิจที่ไม่มีทีม IT, คนที่ต้องการเริ่มขายไว

WooCommerce: ยืดหยุ่นสูง แต่ต้องเรียนรู้

  1. ติดตั้ง WordPress: ต้องซื้อ Hosting, ติดตั้ง WordPress (30-60 นาที)
  2. ติดตั้ง WooCommerce: ติดตั้ง Plugin, ตั้งค่า Shipping, Payment (1-2 ชั่วโมง)
  3. เลือก Theme: ติดตั้ง + ปรับแต่ง Theme (2-4 ชั่วโมง)
  4. ติดตั้ง Plugins จำเป็น: SEO (Yoast), Speed (WP Rocket), Security (Wordfence)
  5. จัดการคำสั่งซื้อ: ต้องเข้าใจ WooCommerce Dashboard + Email Notifications

เหมาะกับ: คนที่มีประสบการณ์ WordPress, ต้องการควบคุมทุกอย่างเอง, มี Developer Support

ต้องการสร้างร้านออนไลน์ที่แปลงยอดขายสูง? VisionXBrain ออกแบบและพัฒนา Shopify/WooCommerce ที่เน้น UX และ Conversion — ผลงาน 80+ ลูกค้า Clutch 5.0 ปรึกษาฟรี

SEO: แพลตฟอร์มไหนดีกว่าในปี 2025?

SEO เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าลูกค้าจะเจอร้านคุณใน Google หรือไม่ ทั้ง Shopify และ WooCommerce รองรับ SEO ได้ดี แต่มีความแตกต่าง

Shopify SEO: พื้นฐานแข็งแรง แต่จำกัดการปรับแต่ง

ข้อดี:

  • Speed เร็วโดยเฉลี่ย (CDN Global รวมอยู่ในแพ็กเกจ)
  • Mobile-Friendly ทุก Theme (ผ่าน Core Web Vitals)
  • SSL Certificate ฟรี (ทุกแพ็กเกจ)
  • Sitemap อัตโนมัติ (/sitemap.xml)
  • Canonical Tags อัตโนมัติ (ป้องกัน Duplicate Content)
  • ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่อง Security (Shopify ดูแลให้)

ข้อจำกัด:

  • URL Structure ปรับไม่ได้ (/products/, /collections/ ติดมา)
  • ไม่สามารถแก้ robots.txt เองได้ (ต้องใช้ Shopify Template)
  • Content Marketing จำกัด (Blog Feature พื้นฐานกว่า WordPress)
  • Plugin SEO มีน้อยกว่า WooCommerce

WooCommerce SEO: ยืดหยุ่นสูง แต่ต้องตั้งค่าเอง

ข้อดี:

  • ควบคุม URL Structure ได้ 100% (เปลี่ยนเป็น /shop/, /p/ หรืออะไรก็ได้)
  • Plugin SEO เยอะ (Yoast, Rank Math, SEOPress)
  • Content Marketing แข็งแรง (WordPress CMS เต็มรูปแบบ)
  • ปรับแต่ง Schema Markup ได้ละเอียด
  • เชื่อมต่อ Google Analytics/Search Console ได้ตรง

ข้อเสีย:

  • Speed ขึ้นกับ Hosting (ต้องเลือก Hosting ดี + ติดตั้ง Cache Plugin)
  • ต้องอัพเดท Plugin เอง (ถ้าไม่อัพเดท → ช้า → SEO ลง)
  • ต้องติดตั้ง SSL เอง (ไม่ยากแต่เป็นขั้นตอนเพิ่ม)
  • ต้องเป็นห่วง Security เอง (ถ้าโดน hack → เว็บล่ม → SEO พัง)
SEO Factor Shopify WooCommerce
Speed ดีโดยค่าเริ่มต้น (CDN Global) ขึ้นกับ Hosting + Optimization
Mobile-Friendly ผ่านทุก Theme ขึ้นกับ Theme (ต้องเช็คเอง)
URL Structure ปรับไม่ได้ (/products/ ติดมา) ปรับได้ 100%
Content Marketing Blog พื้นฐาน WordPress CMS เต็มรูปแบบ
SEO Plugins มีน้อย (จำกัด) เยอะมาก (Yoast, Rank Math)
Technical SEO Shopify จัดการให้ ต้องตั้งค่าเอง
สรุป SEO:
  • Shopify ชนะถ้าคุณต้องการ SEO ที่ "ใช้ได้" โดยไม่ต้องยุ่งยาก
  • WooCommerce ชนะถ้าคุณต้องการ SEO ที่ "แข็งแรงสุด" และมีเวลาดูแล
  • ในปี 2025 Speed เป็นปัจจัย #1 ของ SEO → Shopify มีความได้เปรียบถ้าคุณไม่มีทีม IT

ความเร็วและ Scalability: รองรับ Traffic เยอะได้แค่ไหน?

Shopify: รองรับ Traffic สูงได้ทันที

  • CDN Global: เนื้อหาโหลดจากเซิร์ฟเวอร์ใกล้ลูกค้า (เร็วทั่วโลก)
  • รองรับ Flash Sales: ระบบรับ Traffic กระชากได้ (ไม่ล่ม)
  • Core Web Vitals: Theme ใหม่ๆ ออกแบบให้ผ่าน Google Score
  • ไม่ต้องอัพเกรดเซิร์ฟเวอร์: Shopify Scale อัตโนมัติ

ตัวอย่าง: ร้านที่ใช้ Shopify Plus รองรับ 10,000+ orders/นาที (เช่น Kylie Cosmetics ทำยอดล้านดอลลาร์ภายใน 1 นาที)

WooCommerce: ขึ้นกับ Hosting ที่เลือก

  • Shared Hosting ($5-15/เดือน): ช้า, ล่มง่าย (ไม่แนะนำถ้ายอดขาย >$5,000/เดือน)
  • VPS/Cloud Hosting ($50-200/เดือน): เร็วกว่า, ต้องตั้งค่า Cache + CDN เอง
  • Managed WooCommerce Hosting ($100-500/เดือน): ดีที่สุด (SiteGround, Kinsta, WP Engine)

ตัวอย่าง: ร้านที่ใช้ Shared Hosting โหลดเฉลี่ย 3-5 วิ (ช้า → ลูกค้าปิดหน้าต่าง) แต่ถ้าย้ายไป Kinsta + ติดตั้ง Cache Plugin โหลดเหลือ 1.2 วิ (ดีขึ้นมาก)

ปัจจัย Shopify WooCommerce
โหลดเฉลี่ย (Desktop) 1.5-2.5 วิ 2-5 วิ (ขึ้นกับ Hosting)
CDN รวมในแพ็กเกจ ต้องซื้อเพิ่ม (Cloudflare, BunnyCDN)
รองรับ Flash Sales ดีเยี่ยม (ไม่ล่ม) ขึ้นกับ Hosting (Shared Hosting ล่มง่าย)
Uptime 99.98% (Shopify รับประกัน) ขึ้นกับ Hosting (99.5-99.9%)

ความปลอดภัย: แพลตฟอร์มไหนปลอดภัยกว่า?

Shopify: ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่อง Security

  • PCI DSS Compliant: ผ่านมาตรฐาน Payment Card Industry (รับบัตรเครดิตได้อย่างปลอดภัย)
  • SSL Certificate ฟรี: ทุกแพ็กเกจ (ข้อมูลลูกค้าเข้ารหัส)
  • Shopify ดูแล Security: Firewall, DDoS Protection, Patch อัตโนมัติ
  • 2FA (Two-Factor Authentication): ป้องกันการล็อกอินโดยไม่ได้รับอนุญาต

WooCommerce: ต้องดูแล Security เอง

  • SSL Certificate: ต้องติดตั้งเอง (Let's Encrypt ฟรี แต่ต้องตั้งค่า)
  • Security Plugins: ต้องติดตั้ง Wordfence, Sucuri, iThemes Security
  • อัพเดท WordPress + Plugins: ต้องทำเอง (ถ้าไม่อัพเดท → ช่องโหว่ → ถูก hack)
  • Backup: ต้องตั้ง Backup เอง (UpdraftPlus, BackupBuddy)

ข้อมูลจริง: 90% ของเว็บ WordPress ที่ถูก Hack เกิดจาก "ไม่อัพเดท Plugins" (ที่มา: Sucuri 2024 Report)

สรุป Security:
  • Shopify ชนะถ้าคุณไม่มีทีม IT (ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่อง Security เลย)
  • WooCommerce ปลอดภัยได้ แต่ต้องดูแลเอง (อัพเดท, Backup, Plugin Security)

How-to: วิธีเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะกับธุรกิจคุณ

ใช้ 5 คำถามนี้ช่วยตัดสินใจ

  1. คุณมีทีม IT หรือ Developer หรือไม่?
    • มี → WooCommerce (ควบคุมได้มากกว่า)
    • ไม่มี → Shopify (ใช้งานง่ายกว่า)
  2. ยอดขายเป้าหมายเท่าไหร่?
    • <$10,000/เดือน → WooCommerce (ประหยัดกว่า)
    • >$30,000/เดือน → Shopify (คุ้มกว่าระยะยาว)
  3. คุณต้องการ Content Marketing แบบจริงจังหรือไม่?
    • ต้องการ (Blog, SEO Content) → WooCommerce (WordPress CMS แข็งแรงกว่า)
    • ไม่จำเป็น (แค่ขายสินค้า) → Shopify (เร็วกว่า)
  4. คุณต้องการดีไซน์ที่ปรับแต่งได้ 100% หรือไม่?
    • ต้องการ → WooCommerce (เปลี่ยนได้ทุกอย่าง)
    • ไม่จำเป็น (Theme สำเร็จก็พอ) → Shopify (เร็วกว่า)
  5. คุณมีเวลาดูแลเว็บเองหรือไม่?
    • มีเวลา → WooCommerce (ต้องอัพเดท + ดูแล Security เอง)
    • ไม่มีเวลา → Shopify (ไม่ต้องดูแลอะไร)
ประเภทธุรกิจ แนะนำ เหตุผล
ร้านเล็ก มือใหม่ Shopify ใช้งานง่าย เริ่มขายไว ไม่ต้องเป็นห่วง Technical
ร้านกลาง-ใหญ่ ยอดขาย >$30k/เดือน Shopify คุ้มกว่า รองรับ Traffic สูง Scale ง่าย
ธุรกิจที่ต้องการ Content Marketing WooCommerce WordPress CMS แข็งแรงกว่า SEO ปรับแต่งได้มาก
ธุรกิจที่มีทีม Developer WooCommerce ควบคุมได้ 100% Custom ได้ไม่จำกัด
ธุรกิจที่ต้องการ Launch ไว Shopify เริ่มขายได้ภายใน 1-2 วัน
ธุรกิจที่งบจำกัด WooCommerce ถูกกว่าตอนเริ่มต้น (แต่อาจแพงกว่าระยะยาว)

การย้ายแพลตฟอร์ม: ย้ายจาก Shopify ไป WooCommerce (หรือกลับกัน) ยากไหม?

หลายคนเริ่มต้นด้วยแพลตฟอร์มหนึ่ง แล้วต้องการย้ายเมื่อธุรกิจโต การย้ายไม่ยาก แต่ต้องวางแผน

ย้ายจาก WooCommerce ไป Shopify

  1. Export ข้อมูล: ใช้ Plugin (WooCommerce to Shopify) หรือ Export เป็น CSV
  2. Import สินค้า: Shopify Import CSV (Products, Customers, Orders)
  3. ตั้งค่า Payment/Shipping: เชื่อมต่อ Gateway ใหม่
  4. Redirect URLs: ตั้ง 301 Redirects จาก URL เดิม → URL ใหม่ (ป้องกัน SEO ร่วง)
  5. เวลาโดยประมาณ: 1-2 สัปดาห์ (ถ้ามีสินค้า <1,000 รายการ)

ย้ายจาก Shopify ไป WooCommerce

  1. Export ข้อมูล: Shopify Export CSV (Products, Customers, Orders)
  2. ติดตั้ง WordPress + WooCommerce: บน Hosting ใหม่
  3. Import ข้อมูล: ใช้ Plugin (Cart2Cart, WP All Import)
  4. ตั้งค่า Payment/Shipping: เชื่อมต่อ Gateway + Shipping Zones
  5. Redirect URLs: ตั้ง 301 Redirects (สำคัญมาก!)
  6. เวลาโดยประมาณ: 2-4 สัปดาห์ (ต้องตั้งค่า Hosting + WordPress เพิ่ม)

กำลังคิดย้ายแพลตฟอร์ม? VisionXBrain ช่วยย้ายข้อมูล ตั้งค่า Redirects และดูแล SEO ให้ไม่ร่วง — ประสบการณ์ 80+ โปรเจ็กต์ ปรึกษาฟรี

บทความแนะนำ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Shopify vs WooCommerce อันไหนดีกว่าในปี 2025?

ไม่มีคำตอบที่ดีกว่าสำหรับทุกคน Shopify เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการใช้งานง่าย ไม่มีทีม IT และต้องการ Scale ไว WooCommerce เหมาะกับธุรกิจที่มี Developer ต้องการควบคุมทุกอย่างเองและต้องการทำ Content Marketing

WooCommerce ถูกกว่า Shopify จริงหรือ?

ถูกกว่าตอนเริ่มต้น (ไม่มีค่าแพ็กเกจ) แต่เมื่อรวมค่า Hosting, Plugins, Developer และค่า Transaction Fee แล้ว WooCommerce อาจแพงกว่า Shopify ในระยะยาว โดยเฉพาะถ้ายอดขาย >$30,000/เดือน

Shopify มี Transaction Fee หรือไม่?

มี — 0.5-2% ขึ้นกับแพ็กเกจ ถ้าคุณไม่ใช้ Shopify Payments (ใช้ Gateway อื่นเช่น PayPal, Stripe) แต่ถ้าใช้ Shopify Payments ไม่มี Transaction Fee (มีแต่ค่า Payment Processing 2.9% + 30¢)

ย้ายจาก Shopify ไป WooCommerce (หรือกลับกัน) ยากไหม?

ไม่ยากมาก แต่ต้องวางแผน Export/Import ข้อมูลผ่าน CSV หรือ Plugin ตั้งค่า 301 Redirects เพื่อป้องกัน SEO ร่วง ใช้เวลา 1-4 สัปดาห์ ขึ้นกับจำนวนสินค้าและความซับซ้อน

แพลตฟอร์มไหน SEO ดีกว่า?

WooCommerce ยืดหยุ่นกว่า (ปรับ URL, Plugin SEO เยอะ, Content Marketing แข็งแรง) แต่ต้องตั้งค่าเอง Shopify SEO ใช้ได้ดีโดยค่าเริ่มต้น (Speed เร็ว, CDN Global, ไม่ต้องดูแล Technical) แต่ปรับแต่งน้อยกว่า ถ้าไม่มีทีม IT → Shopify ถ้ามี Developer → WooCommerce

แชร์

Recent Blog

ทำไมการปรับปรุงเว็บไซต์ E-commerce ถึงช่วยเพิ่มยอดขายได้ทันที
ทำไมการปรับปรุงเว็บไซต์ E-commerce ถึงช่วยเพิ่มยอดขายได้ทันที

เว็บของคุณไม่สามารถสร้างยอดขาย? ปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อแก้ปัญหานี้ และเรียนรู้วิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทันที...

5 เทคนิคการออกแบบเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ Startups ที่ช่วยเพิ่มอัตราการแปลงลูกค้า
5 เทคนิคออกแบบเว็บไซต์ Startup ที่เพิ่มยอดขาย 2026

เคยรู้สึกไหมว่าเว็บไซต์ของคุณไม่สามารถดึงดูดลูกค้าได้? ลองศึกษา 5 เทคนิคที่ช่วยให้คุณสามารถปรับปรุงเว็บไซต์ให้ดียิ่งขึ้นและเพิ่มอัตราการแปลงลูกค้าได้อย่างแท้จริง อ่านต่อ...

ทำไมเลือก Webflow Design Development เพื่อเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย?
ทำไมเลือก Webflow Design Development เพื่อเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย?

เคยรู้สึกหงุดหงิดเมื่อเว็บไซต์โหลดช้าใช่ไหม? ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการออกแบบที่ถูกต้อง อ่านต่อเพื่อค้นหาวิธีที่คุณจะเปลี่ยนประสบการณ์ผู้ใช้!